ผู้เสียหายเข้าร้องเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกหลอกโดยเต็นท์รถ ขายรถหรูแต่ดันเป็นรถที่ติดอายัด DSI เจ้าตัวตัดพ้อซื้อมาด้วยความสุจริต แต่กลับต้องมาเจอปัญหา จะขายต่อนำเงินมาหมุนธุรกิจหรือโอนชื่อตัวเองไม่ได้
เวลา 13.00 น. วันที่ 16 มกราคม นายนเรศ ผาสุริวงศ์ อายุ 35 ปี ผู้เสียหายนำเอกสารหลักฐานการซื้อ-ขาย รถยนต์หรู (ลัมโบร์กีนี) จากเต็นท์รถแห่งหนึ่งย่านกาญจนาภิเษก พร้อมกับหลักฐานการผ่อนชำระค่างวดรถให้กับบริษัทลีสซิ่งเข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจาก เพจสายไหมต้องรอด หลังจากซื้อรถมาเมื่อปี 2021 ในราคา 9.5 ล้านบาท โดยจ่ายเงินสดไปจำนวน 5 ล้านบาท และส่งงวดผ่อนชำระต่ออีก 4.5 ล้านบาท จ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 130,000 บาท 36 งวด แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์มาครอบครองในชื่อของตัวเองได้ เนื่องจากรถยนต์คันนี้ถูกแจ้งอายัดทะเบียนเอาไว้ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เนื่องจากต้องสงสัยว่า มีการสำแดงเท็จและเลี่ยงภาษีการนำเข้าของผู้ครอบครองรถคนแรก
นายนเรศ เล่าว่า เมื่อผ่อนมาเป็นเวลา 6 เดือนเจ้าของเต็นท์รถ โทรมาบอกว่าดีเอสไอ เรียกไปพูดคุยตรวจสอบเนื่องจากรถคันนี้ นำเข้ามาแบบสำแดงภาษีเท็จ เลยต้องการที่จะอายัดรถไว้ ซึ่งผู้ครอบครองสามารถครอบครองต่อได้แต่ไม่สามารถเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนสัญญาได้และหากผ่อนหมดแล้วก็สามารถโอนเป็นชื่อตนเองได้ หรือแม้กระทั่งทำการขายต่อไม่ได้

เมื่อตอนที่ดีเอสไอเรียกไปสอบสวนนั้น ยังเหลือเงินค่างวดที่ต้องชำระอีก 2.2 ล้านบาท จึงได้เจรจากับบริษัทลีสซิ่งขอผ่อนเดือนละ 1 แสนบาท แต่เมื่อบริษัทลิสซิ่ง ทราบว่ารถคันนี้ติดอายัดกับดีเอสไอก็ไม่รับผ่อนชำระต่อให้จึงไปขอผ่อนส่วนที่เหลือต่อกับเต็นท์รถที่ซื้อมา ขณะนี้มียอดค้างกับเต็นท์อยู่ 10 งวด จำนวน 1 ล้านบาท แต่ตนเองไม่อยากเก็บรถคันนี้ไว้เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินของตนเองจะขายนำเงินมาหมุนในธุรกิจก็ไม่ได้
นายนเรศ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้พยายามเสนอข้อแลกเปลี่ยนให้เต็นท์นำรถรุ่นอื่นมาให้ใช้ โดยยอมขาดทุนค่าส่วนต่างแต่เต็นท์ก็ไม่รับผิดชอบและปฏิเสธ วันนี้จึงมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้เต็นท์แสดงความรับผิดชอบ หากเต็นท์รู้อยู่แก่ใจว่ารถติดอายัดควรแสดงความรับผิดชอบหาแนวทางในการช่วยเหลือ ส่วนที่ตัดสินใจซื้อรถกับเต็นท์ มองว่าการซื้อกับเต็นท์ มีความน่าเชื่อถือตรวจสอบรถทุกอย่างสมบูรณ์ถูกต้องเพราะเชื่อว่าเต็นท์รอบคอบกว่าคนทั่วไป
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าผู้เสียหายซื้อรถมาด้วยความสุจริตและไม่ทราบว่ารถติดอายัดดีเอสไอ ดังนั้น เต็นท์จะหนีความรับผิดชอบไม่ได้ ซึ่งหลังจากนี้จะพาผู้เสียหายไปร้องทุกที่ สคบ. รวมทั้งจะตรวจสอบว่าเต็นท์รถที่ซื้อมาได้รับเอกสารจากดีเอสไอก่อนที่จะขายให้กับผู้เสียหายหรือไม่ หากได้รับเอกสารก่อนแสดงว่าเต็นท์รู้เห็นเป็นใจและทราบอยู่แล้วว่ารถติดอายัดจากดีเอสไอ แต่ยังนำมาขายซึ่งอาจจะเป็นการเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน


