กรมทะเลยุค‘ปิ่นสักก์ สุรัสวดี’
หัวใจการทำงานคือ ‘บุคลากร’
ว่ากันว่า ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เข้ารับตำแหน่งอธิบดี ทช.แบบถูกฝา ถูกตัว ที่สุด เพราะถือกำเนิดในงาน ร่ำเรียน และคลุกคลีอยู่กับงานด้านทะเล
“ผมถือว่าโชคดี ที่ก่อนจะมาอยู่ตรงนี้ ได้โอกาสไปทำงานกรมอื่นๆ มาก่อน ตั้งแต่เป็น รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รองอธิบดี ทช. ผู้ตรวจราชการ ทส. รองปลัด ทส. จนถึง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ทำให้มีการเสริมมุมมองการทำงานในภาพรวม เสริมมุมมอง และมีมิติในการจัดการสิ่งแวดล้อม การคิดแก้ไขปัญหา นำมาใช้กับงานในปัจจุบันได้ ทำให้ ทช.ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดี ทช.คนใหม่กล่าว
⦁ เข้ามาอยู่ตรงนี้แล้ว เล็งว่าจะทำอะไรก่อน
หัวใจของการทำงาน คือ บุคลากรเป็นเรื่องแรก เรื่องที่ต้องทำคือ ให้บุคลากรของ ทช.ทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผมเชื่อว่า การได้ทำงานที่ตัวเองรัก และทำอย่างมีความสุข จะเป็นหัวใจสำคัญให้องค์กรประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่า หากทำงานด้วยความเครียดแล้ว งานก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ที่ต้องทำคือ ต้องตัดงานที่เป็นส่วนเกินออกไป งานที่เป็นส่วนเกิน คือ งานที่ไม่จำเป็น ถามว่าจะต้องตัดงานไหนออก คือ เรื่องของฐานข้อมูลทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีข้อมูล การพัฒนาจะไม่ถูกต้อง แต่เนื่องจากเรามีบุคลากรที่จำกัด จะต้องเอานวัตกรรมมาใช้ เช่น โดรน หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่ลดการใช้คน การทำเช่นนี้ ทำให้คนมีเวลาไปทำงานอื่นๆ มากขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น
⦁ ห่วงอะไรมากที่สุดใน ทช.
ห่วงเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง ไม่ใช่เรื่องชายฝั่งถูกกัดเซาะ แต่เป็นเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ถูกทำให้ชายฝั่งหายไป แนวปะการังที่เสียหาย หาดทรายที่หายไป ทำให้มิติการท่องเที่ยวหายไปทันที ยิ่งเวลานี้ เรากำลังจะขายการท่องเที่ยว เราก็จะขายไม่ได้
หากทรัพยากรเสื่อมลง ดังนั้น ภารกิจของเรา คือ จะแก้ไขอย่างไรกับเรื่องนี้ จะทำอย่างไรให้มีการใช้ทรัพยากรในทะเลอย่างยั่งยืน

⦁ แนวทางการแก้ไขเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง คือ ต้องทำอย่างไร
ที่ผ่านมา เราทำถูกต้องแล้ว คือ จะต้องแก้ปัญหาให้เหมาะกับพื้นที่ คือ พื้นที่สีเทา หรือพื้นที่ในเมือง อาจจะมีการก่อสร้างได้ พื้นที่สีเขียว หรือพื้นที่ธรรมชาติ ใช้การปักไม้ไผ่ ปลูกป่าชายเลนเพิ่ม และพื้นที่สีขาว หรือพื้นที่ธรรมชาติมากๆ ก็ไม่ควรเสี่ยงไปทำอะไร หรืออย่าไปยุ่งกับมัน เราจะเอารูปแบบนี้ไปใช้ให้เป็นรูปธรรม ทำงานในเชิงรุก มากกว่าให้หน่วยงานอื่นๆ มาเสนอโครงการ แล้วมาขออนุมัติจากเรา
⦁ ที่ผ่านมา เรื่องของพื้นที่สีขาว เขียว เทา ทำไปเท่าไรแล้ว
พื้นที่สีเขียว ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง ไม่ต้องไปยุ่งอะไรมาก พื้นที่สีเขียว ใช้ไม้ไผ่ปักชะลอคลื่น ซึ่งเวลานี้ทำจนเกือบเต็มศักยภาพแล้ว ส่วนพื้นที่สีเทานั้น สามารถใช้โครงสร้างถาวรได้ตามความเหมาะสม แต่จะต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้ผ่านก่อน
⦁ เรื่องของสัตวแพทย์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายากนั้น ทราบว่า ทช.มีน้อยมาก ทั้งๆ ที่หลายครั้งเราเจอสัตว์ทะเลหายากเจ็บป่วยมากมาย
ถ้าจำไม่ผิด เรามีสัตวแพทย์สัตว์ทะเลหายากอยู่ประมาณ 10 คน ซึ่งเราพยายามพัฒนาศักยภาพที่เรามี คือ มีเครื่องมือ มีโรงพยาบาลสัตว์ทะเลหายาก และกำลังจะมีใหม่อีก 2 แห่งคือ จ.ภูเก็ต และ จ.ระยอง ทั้งนี้ เรารู้ว่าสัตว์ทะเลหายากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติมีจำนวนมาก เช่น พะยูน เวลานี้ เราได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ พัฒนาศักยภาพสัตวแพทย์ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่มีมากกว่าเรา เพื่อให้สามารถดูแลสัตว์ทะเลหายาก ในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุได้ด้วย รวมทั้งสัตวแพทย์ของสภาสัตวแพทย์ สมาคมสัตวแพทย์จะมีการทำข้อตกลงร่วมกันเป็นเครือข่าย เมื่อมีสัตว์ทะเลป่วยจะช่วยกันรักษา
⦁ แต่ละปีมีสัตว์ทะเลหายากป่วยมากแค่ไหน
มากที่สุดคือ เต่าทะเล หลายร้อยตัวต่อปีเลย โลมา วาฬ พะยูนน้อย แต่กว่าจะเจอ อาการก็หนักมากแล้ว
⦁ มีข่าวเรื่องเต่าทะเลกินหญ้าทะเลหมด จนพะยูนไม่มีอะไรกิน จริงหรือไม่
ตอนนี้เรากำลังเซตทีม เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้กันอยู่ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน กำลังจะนำโดรนลงไปสำรวจใต้น้ำ ลงไปดูว่าเป็นอย่างไร เป็นโจทย์ที่เราต้องศึกษาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน คาดว่าอีกไม่เกิน 3 เดือน เราน่าจะได้คำตอบในเรื่องนี้
⦁ ตอนนี้สถานการณ์สัตว์ทะเลหายากดีขึ้นหรือไม่
ทรงตัวมา 10 กว่าปีแล้ว อย่างเช่น เต่าทะเล นิ่งมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ที่มีข่าวเต่ามะเฟืองวางไข่มากขึ้นนั้น ถามว่า ถ้าเทียบกับเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เทียบกันได้หรือไม่ ความจริงผมเชื่อว่า คำว่ามากขึ้นตอนนี้ ไม่ถึงร้อยละ 50 ของเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่เราก็พยายามกันอยู่ ก็ถือว่าดีขึ้นมาเรื่อยๆ
⦁ เรื่องปะการังฟอกขาว ในปีของปรากฏการณ์เอลนีโญ น่าเป็นห่วงแค่ไหน
ร้อนขึ้นมากแค่ไหน ก็จะมีความไม่แน่นอนเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้นแค่นั้น ช่วงที่ผ่านมา ลมแรง เรือล่มบ่อยๆ ไม่ได้ห่วงแค่เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพราะก่อนหน้านี้ เรารู้ว่า เมื่อน้ำทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น เราจะสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่า ตรงไหนจะเกิดปะการังฟอกขาวบ้าง มากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศแบบที่เรียกว่า เอ็กสตรีม อีเวนต์ ทำให้การคาดการณ์ทำได้ยากขึ้น นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด หลักการคือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ในเรื่องของการเฝ้าระวังนั้น ต้องให้แม่นยำที่สุด
⦁ ต้องเฝ้าระวังอย่างไร
อยากรู้ว่าน้ำเป็นอย่างไร ต้องเอาเรือไปเก็บน้ำ ตอนหลังทิ้งทุ่นเก็บตัวอย่าง และต้องใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นภาพกว้างมากยิ่งขึ้น
⦁ ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มปริมาณประชากรสัตว์ทะเลหายากให้ได้มากแค่ไหน
ถ้าแค่ปี 2 ปี ไม่คิดว่าจะเพิ่มขึ้น แต่คาดหวังว่าจะมีเครื่องมือดูแลทรัพยากรในทะเลที่มากกว่านี้ ที่ดีกว่านี้ ซึ่งต้องทำให้ได้ในยุคของผม
⦁ ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายประชาชนมากแค่ไหน
เบอร์ 1 เลยครับ เป็นเรื่องของความเชื่อใจ ที่อยากจะทำคือ ทำให้คนชุมชนชายฝั่งกับภาครัฐมีความเชื่อใจกันมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ทช.ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้เลย
⦁ เรื่องนักท่องเที่ยว รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วทำลายทรัพยากรในทะเล เช่น เหยียบปะการัง จับปลาสวยงาม จะแก้ไขอย่างไร
แก้ไม่ยาก คือ ต้องไปแก้ที่ผู้กำกับนักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวนั้น จะเข้าไปเองไม่ได้ เป้าหมายของผมคือ จะไปโฟกัสที่คนควบคุมทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ นี่กำลังทำมาตรา 22 มาตรการควบคุมกิจกรรมดำน้ำแนวปะการัง เพื่อสร้างมาตรฐานควบคุมกิจการดำน้ำ

