นร.บกพร่องทางการได้ยิน พูดภาษามือบอกรักในหลวง ร.9 พระองค์ทรงงานหนักเพื่อคนไทย

24.01.17 | 13:10 น.

เมื่อวันที่ 24 มกราคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล เป็นวันที่ 49 อาทิ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช, มูลนิธิโลจายะ, มูลนิธิต่อต้านการทุจริต, ชมรมธนาคารจังหวัดนครสวรรค์, มูลนิธิทำฝันให้เป็นจริง ประเทศไทย และ ชมรมสายสัมพันธ์ธนารักษ์ ร่วมเป็นเจ้าภาพ

เวลา 10.00 น. นางสายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานกรรมการ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพล

สายสม
สายสม วงศาสุลักษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 83 ประชาชนจากทั่วประเทศ ยังคงแต่งกายชุดดำสุภาพ นำพระบรมฉายาลักษณ์แนบอก มาเข้าคิวกราบสักการะไม่ขาดสาย โดยสำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีให้ประชาชนเข้าตั้งแต่เวลา 04.45 น. และประชาชนที่กราบสักการะแล้วยังคงได้รับข้าวพอเพียงจากสำนักนายกฯ ที่ยังแจกไม่ครบ 80,000 ถุง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงตรวจความปลอดภัยของผู้ที่จะเข้ามากราบพระบรมศพอย่างละเอียด ประชาชนทุกคนจะต้องชูบัตรประจำตัวประชาชนให้กล้องวิดีโอวงจรปิด จากนั้นสแกนอาวุธในประตู ตรวจกระเป๋า และมีการตรวจสอบหมายจับของประชาชนทุกคนจากการสแกนบัตรประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าได้เปิดสแกนบัตรมาแล้ว 2-3 วันที่ผ่านมา

ดร.นะรงษ์ ชาวเพ็ชร ผู้อำนวยการ โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี นำคณะครูและนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 จำนวน 45 คน ซึ่งเป็นเด็กบกพร่องทางการได้ยินและสติปัญญามากราบสักการะพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เผยว่า เดินทางออกจากโรงเรียนตั้งแต่ตอนเที่ยงคืนมาถึงสนามหลวงตอนตีสี่ เด็กๆ ทุกคนตื่นเต้นมาก ไม่มีใครงอแงเหมือนตอนอยู่โรงเรียนอีกทั้งยังไม่ยอมหลับสักคน เพราะเป็นการเดินทางมาครั้งแรก

“โรงเรียนของเราเปิดให้บริการแบบโรงเรียนประจำสำหรับเด็กๆ ที่มีอาการบกพร่องทางการได้ยิน โดยมีเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับม.6 และแม้ว่าเด็กๆ จะไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ในระบบการเรียนการสอน ครูก็ได้สอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำให้เด็กๆ ได้รับรู้ รวมทั้งยังได้น้อมนำเอาแนวพระราชดำริด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในโรงเรียนด้วย อาทิ การทำเกษตรแบบผสมผสาน การทำไบโอดีเซลใช้เองในโรงเรียน และการปลูกผักไว้ให้เด็กๆ กินเป็นอาหารกลางวัน หากมีเหลือก็จำหน่าย” ผอ.โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี กล่าว

Advertisement
ดร.นะรงษ์ ชาวเพ็ชร

นายณัฐนันท์ จันทพันธ์ อายุ 18 ปี ชั้นม.6 โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งพูดผ่านภาษามือโดยมีล่ามแปลภาษาว่า มากราบสักการะพระบรมศพครั้งนี้ รู้สึกประทับใจและภูมิใจมาก อยากจะชวนครอบครัวมากราบพระบรมศพด้วย ตลอดชีวิตที่ได้เกิดมาในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 รู้สึกรักพระองค์มากเพราะพระองค์ได้ทรงงานหนักเพื่อคนไทยตลอดมา อย่างไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะเรื่องเกษตรที่ทำให้คนไทยทุกคนมีข้าวกิน เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมและโครงการพระราชดำริชั่งหัวมัน ก็ได้น้อมนำมาปฏิบัติ แม้ว่าจะเสียใจมากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ก็จะทรงอยู่ในหัวใจของทุกคนตลอดไป อนาคตก็อยากจะเป็นครูเพื่อจะได้สอนเด็กๆ รุ่นน้องที่บกพร่องทางการได้ยินเหล่านี้ได้มีโอกาสเช่นตน

ณัฐนันท์ จันทพันธ์

นางประภาพร คูรัน อายุ 40 ปี อาชีพแม่บ้าน ชาวจังหวัดสกลนครที่ย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตครอบครัวที่ประเทศไอร์แลนด์กว่า 10 ปี พา ด.ช.โอชีน คูรัน อายุ 8 ปี ลูกครึ่งไทย-ไอริช กลับเมืองไทยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ไปตั้งรกรากยังต่างแดนนานร่วมทศวรรษ ซึ่งในวันนี้มีความมุ่งมั่นจะมากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก กล่าวว่า ทราบข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตด้วยความเสียใจ จึงได้ไปร่วมงานถวายความอาลัยกับกลุ่มคนไทยในกรุงดับลิน พร้อมกันนี้ยังจุดเทียนที่บ้านพักวันละ 9 เล่ม ถวายเป็นราชสดุดีในความดีงามที่พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยทรงงานหนักเพื่อคนไทย แม้ไม่เคยเฝ้าฯ รับเสด็จเลย แต่ก็รักและผูกพันกับพระองค์โดยซึมซับจากพระราชกรณียกิจและพระราชดำรัสต่างๆ

“แม้ลูกชายจะโตเมืองนอก แต่มีสายเลือดความเป็นไทยอยู่ครึ่งหนึ่ง และลูกก็เกิดในแผนดินรัชกาลที่ 9 จึงอยากพาเขามากราบสักการะพระองค์ ซึ่งเขารู้จักในหลวงรัชกาลที่ 9 อธิบายให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์องค์นี้มีความสำคัญต่อคนไทย และคนไทยโชคดีแค่ไหนที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างไรก็ตามตัวเองได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน” นางประภาพรกล่าว โดย ด.ช.โอชีน กล่าวสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า “เห็นคนมากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 เยอะแยะเลย คิดว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก”

ประภาพร -โอชีน คูรัน

นายโรนัลด์ เบ็ธเกอร์ ชาวอเมริกันวัยเกษียณ ที่ทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องพิมพ์ให้กับสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ ก่อนจะเดินทางไปทั่วโลกทั้งอเมริกาใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และมาพักอยู่ที่พัทยา ก่อนจะแต่งงานกับชาวไทยและอยู่เมืองไทยมานานกว่า 1 ปีครึ่ง กล่าวว่า มากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งที่ 2 แล้ว แม้ว่าจะต้องรอนานแต่ก็ไม่ย่อท้อ เพราะประทับใจในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อคนไทย จากการอ่านข่าวตามสื่อต่างๆ ทั้งการเกษตร การช่วยเหลือประชาชนบนยอดดอย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ช่วยให้ประชาชนมีอยู่มีกิน ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของเวทมนตร์ อันเป็นสิ่งที่ยืนยาวกว่า จึงอยากที่จะมาสักการะพระบรมศพสักครั้งและจะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปเล่าให้ทุกคนฟังต่อไป

โรนัลด์ เบ็ธเกอร์

นางสาวชื่นจิต พูลชัย อายุ 45 ปี พักอยู่แถวย่านห้วยขวาง พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ได้ใช้เวลาทุกวันหยุดของตัวเองคือวันอังคาร เดินทางมาสักการะพระบรมศพ โดยการมาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 แล้ว จากที่ตั้งใจว่าจะมาให้ครบ 9 ครั้ง กล่าวว่าวันนี้เดินทางมาถึงที่สนามหลวงตั้งแต่เวลา 06.30 น. และได้ขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตอน 10.30 น. ซึ่งนับเป็นครั้งแรกๆ ที่ไม่ได้ใช้เวลารอนานเหมือนทุกครั้ง ซึ่งเมื่อ 4 ครั้งที่ผ่านมาเคยรอสักการะพระบรมศพนานที่สุดถึง 13 ชั่วโมง เคยมาถึงตั้งแต่ 04.00 น. ได้ขึ้นสักการะพระบรมศพตอน 17.00 น. และทุกครั้งที่ได้ขึ้นไปกราบพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ความรู้สึกก็ไม่ได้ต่างกันเต็มไปด้วยความตื้นตันใจน้ำตาก็ไหลทุกครั้ง จากนี้ต่อไปถึงแม้ไม่มีพ่อหลวงอีกต่อไปแล้ว แต่ก็จะสานต่อพระราชปณิธานเดินตามรอยเท้าพระองค์ด้วยการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต ในฐานะที่เป็นพนักงานออฟฟิศจะไม่ใช้เงินฟุ้งเฟ้อจนเกิดหนี้สิน

ชื่นจิต
ชื่นจิต พูลชัย