จากกรณีนายซันดาราเวล ปกาดีส คูมา (SUNDARAVEL PRAGADEESH KUMAR) เจ้าของบริษัทจัดหางานชาวอินเดีย กับนายกุนาลัน เทวาสิกามณี (GUNALAN DEIVASIGAMANI) ชาวอินเดีย ร่วมกันก่อเหตุฆ่าหั่นศพนายอา เซ ไค แรงงานชาวเมียนมา ออกเป็น 6 ท่อน ก่อนอำพรางศพด้วยการแช่ชิ้นส่วนทั้งหมดลงในตู้เย็น เหตุเกิดที่อาคารพาณิชย์ เลขที่ 522 ซอยสะแกงาม 35/3 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 22 มกราคม ฝ่ายสืบสวน บก.สส.บช.น. และฝ่ายสืบสวน สน.ท่าข้าม ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีรถยนต์ต้องสงสัยขับเข้ามาจอดทิ้งไว้ที่ลานจอดรถเอกชน ซอยจุฬา 5 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 20 ม.ค. คาดว่าจะเป็นรถที่ก่อคดีมา จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน พบรถยนต์ยี่ห้อเอ็มจี แบบเอสยูวี สีแดง ทะเบียน 1 ขช 5422 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของนายซันดาราเวล ปกาดีส คูมา ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นคนร้ายก่อเหตุฆ่าหั่นศพนายอา เซ ไค ชาวเมียนมา ท้องที่ สน.ท่าข้าม จอดอยู่ด้านในสุด สภาพประตูปิดล็อกทั้ง 4 บาน เจ้าหน้าที่ให้ช่างกุญแจทำการเปิดประตูเพื่อตรวจสอบภายในรถ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นนายจ้างชาวอินเดีย ได้เดินทางออกนอกประเทศไปตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีปลายทางคือเมืองเจนไน ประเทศอินเดียนั้น ขณะนี้ใกล้ได้ตัวผู้ต้องหาแล้ว เนื่องจากได้ประสานการปฏิบัติผ่านทางเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ให้ช่วยติดตามตัวผู้ต้องหา เพราะไทยมีความร่วมมืออันดีผ่านทางสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศอินเดีย แต่มูลเหตุจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์หรือไม่นั้น ต้องขอรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความชัดเจนก่อน ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน โดยไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งการค้ามนุษย์ ชู้สาว หรือทะเลาะวิวาท
ผบ.ตร.กล่าวว่า ภายหลังรัฐบาลได้มีนโยบายฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวบางประเทศ ก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก โดยชาวอินเดียเดินทางเข้ามามากเป็นอันดับ 1 จึงได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับ FBI เข้มงวดการตรวจสอบกลุ่มชาวต่างชาติในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่พัทยา เพื่อเฝ้าระวังกลุ่มชาวต่างชาติที่อาจเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรืออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งขณะนี้ประเทศอินเดียก็ประสบปัญหานี้มากเช่นกัน

