เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6 พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รองผบก.ตม.3 ร่วมกันแถลง บก.สส.สตม. จับกุมนายพอล (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี สัญชาติอินโดนีเซีย โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี ก่อนจับกุมตำรวจ บก.สส.สตม.ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม.พบว่านายพอล การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด (Overstay) นานกว่า 2 ปี และเป็นบุคคลที่องค์การตำรวจสากลออกประกาศสีแดง จึงประสานงานเจ้าหน้าที่ กงสุลฝ่ายตำรวจ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย รับแจ้งว่า นายพอล เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กระทำความผิดในข้อหา ฉ้อโกง โดยการหลอกให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนฟอเร็กซ์มูลค่าความเสียหายคิดเป็นเงินไทยประมาณ 320 ล้านบาท และปัจจุบันยังหลบหนีคดีเป็นที่ต้องการตัวของทางการอินโดนีเซีย พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ จึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการจัดกำลังสืบสวนติดตามจับกุม ต่อมาสืบทราบว่านายพอล ซื้อบ้านหรูราคากว่า 8 ล้านบาท อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดยใช้ชื่อภรรยาซึ่งเป็นคนไทยเป็นผู้ซื้อและเป็นเจ้าบ้าน จึงขออนุมัติศาลแขวงนนทบุรีออกหมายค้นบ้านพักหลังดังกล่าว พบนายพอล และพบเงินสดสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่า ประมาณ 2 ล้านบาท อยู่ในตู้เซฟภายในห้องนอน สอบถามนายพอล ให้การว่าถูกทางอินโดนีเซียออกหมายจับข้อหาหลอกให้ร่วมลงทุนฟอเร็กซ์จริงและหลบหนีหมายจับของทางการอินโดนีเซียมากบดานอยู่ในประเทศไทย จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดี
พล.ต.ต.พันธนะ แถลงอีกว่าจับกุมนายคิม (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา กก.สส.บก.ตม.3 สืบสวนทราบว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติเกาหลีใต้ มีพฤติการณ์น่าสงสัยซึ่งอาจเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย จึงสืบสวนข้อมูลในเชิงลึกพบว่านายคิม เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อเดือน เมษายน 2566 และอยู่ในประเทศไทยจนกระทั่งการอนุญาตสิ้นสุด โดยไม่ดำเนินการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย ตรวจสอบประวัตินายคิม เป็นบุคคลที่มีหมายจับและเป็นที่ต้องการตัวของประเทศเกาหลีใต้ ข้อหา “ฉ้อโกง” มูลค่าความเสียหายกว่า 12 ล้านบาท และองค์การตำรวจสากลออกประกาศสีแดง กก.สส.บก.ตม.3 จึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ติดตามจับกุมนายคิม ขณะหลบหนีไปกบดานอยู่คอนโดแห่งหนึ่งใน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ จึงจับกุมข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดี
รอง ผบช.สตม.แถลงว่า ตม.จว.นราธิวาสจับกุมชาวบังกลาเทศ 19 คน โดยกล่าวหาว่า “ปลอมหรือใช้รอยตราประทับปลอมฯ, ปลอมหรือใช้เอกสารราชการปลอมฯ, เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” สืบเนื่องจากก่อนจับกุม ตม.จว.นราธิวาส รับแจ้งจากประชาชนว่าพบเห็นบุคคลลักษณะคล้ายคนต่างด้าวอยู่ภายในตลาดตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จว.นราธิวาส จึงไปตรวจสอบพบเห็นคนต่างด้าว 1 คน อยู่หน้าอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.เจ๊ะเห จึงขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวคนต่างด้าว หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง โดยคนต่างด้าวแจ้งว่าหนังสือเดินทางอยู่ในตัวอาคารพาณิชย์หลังดังกล่าว และแจ้งอีกว่ายังมีคนต่างด้าวอยู่ภายในตัวอาคารพาณิชย์หลังดังกล่าวอีก ชุดจับกุมจึงให้คนต่างด้าวดังกล่าวพาเข้าไปตรวจสอบในตัวอาคารพบคนต่างด้าวอยู่ภายในอีก 18 คน โดยผลการตรวจสอบหนังสือเดินทาง ทั้ง 19 คน เป็นหนังสือเดินทางประเทศบังกลาเทศทั้งหมด พบว่ามีรอยตราประทับขาเข้าของด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 19 เล่ม พบแผ่นปะตรวจลงตรา (Visa) มีลักษณะผิดปกติ จึงตรวจสอบกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. ไม่ปรากฎข้อมูลการเดินทางเข้าราชอาณาจักรแต่อย่างใด จึงนำตัวมาตรวจสอบที่ สภ.ตากใบ สอบถามชาวบังกลาเทศทั้ง 19 คน รับว่าเดินทางมาจากประเทศบังกลาเทศและพักอาศัยอยู่ประเทศกัมพูชา โดยมีชาวบังกลาเทศที่อยู่ในประเทศกัมพูชาคอยช่วยเหลือสนับสนุนที่พัก รวมทั้งเอาหนังสือเดินทางของพวกตนไปดำเนินการประทับรอยตราประทับขาเข้าประเทศไทยให้ และนำมาคืนก่อนที่จะพาพวกตนลักลอบข้ามพรมแดนมายังประเทศไทยเพื่อจะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียแต่ถูกจับกุมเสียก่อน โดยจ่ายค่าเดินทางพร้อมค่าใช้จ่ายการประทับตราขาเข้าประเทศไทยให้กับนายหน้าแล้วทั้งหมดที่ประเทศบังกลาเทศ เป็นเงินไทยคนละประมาณ 145,000 บาท ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตากใบ เพื่อดำเนินคดีตามข้อกล่าวหาดังกล่าว โดย ตม.จว.นราธิวาส และ สภ.ตากใบ จะร่วมกันสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมกระทำผิดต่อไป

พล.ต.ต.พันธนะกล่าวว่า ในภาพรวมขบวนการเครือข่ายลักลอบขนชาวบังกลาเทศ เริ่มพบความเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2566 ทิศทางการลักลอบมาจากประเทศกัมพูชา ผ่านช่องทางธรรมชาติด้านพื้นที่ จ.สระแก้ว ในช่วงต้นปี 2566 เป็นการลักลอบเดินทางโดยเครื่องบิน และมีการเก็บค่าดำเนินการกับชาวบังกลาเทศที่ลักลอบฯ ค่อนข้างสูงก่อนที่ขบวนการดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนวิธีการลักลอบ จากโดยสารเครื่องบิน ไปเป็นการเดินทางโดยรถยนต์ ในลักษณะเคลื่อนย้ายคนต่างด้าวเป็นทอดๆ จากชายแดนประเทศกัมพูชา เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งแนวโน้มในการกระทำความผิดของผู้ร่วมขบวนการยังพบการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแผนประทุษกรรมและรูปแบบการเคลื่อนย้าย โดยช่วงหลังมีการตรวจพบเป็นลักษณะการปลอมแปลง รอยตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและปลอมแผ่นประการตรวจลงตรา (Visa) เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ในการเดินทางออกไปประเทศมาเลเซีย
พล.ต.ต.พันธนะแถลงอีกคดีว่า ตม.จว.ภูเก็ต จับกุม นายอาชมาล (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี สัญชาติเบลเยียม และโมร็อกโก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ครอบครองเครื่องกระสุนปืน ชิ้นส่วนอะไหล่หรืออุปกรณ์เสริม ซึ่งติดตั้งบนอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 สืบเนื่องจาก สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งหมายจับนายอาชมาล เพื่อให้จับกุมแล้วนำตัวส่งให้พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 โดยตามความผิดดังกล่าวศาลอุทธรณ์แห่งกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ได้ตัดสินให้จำคุกนายอาชมาล เป็นเวลา 10 ปี พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดสืบสวนติดตามจับกุมนายอาชมาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.ภูเก็ต จึงตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่าก่อนหน้าที่จะมีการดำเนินการออกหมายจับ ผู้ต้องหารายใช้หนังสือเดินทางประเทศเบลเยี่ยมเดินทางเข้า-ออก ประเทศไทยหลายครั้ง ต่อมาภายหลังพบว่ามีการเปลี่ยนมาใช้หนังสือเดินทางของประเทศโมร็อกโก และแจ้งที่พักอาศัยไม่เป็นหลักแหล่งทั้งกรุงเทพฯ ศรีสะเกษ และภูเก็ต สลับกันไป โดยล่าสุดพบว่ามีการเดินทางเข้ามาและแจ้งสถานที่พำนักในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และตรวจสอบการแจ้งที่พักในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งย่านป่าตอง ต้องสงสัยว่าผู้ต้องหาจะพักอาศัยอยู่จึงลงพื้นที่หาข่าวจนสืบทราบว่าตัวผู้ต้องหาเคยเข้าพักและไปๆ มาๆ อยู่หลายครั้ง และแฝงตัวทำงานเป็นดีเจในสถานบริการแห่งหนึ่งในพื้นที่ป่าตอง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพิสูจน์ทราบจนแน่ชัดว่าผู้ต้องหาพักอาศัยอยู่ภายในอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว จึงตรวจสอบพบนายอาชมาล พร้อมหนังสือประเทศโมร็อกโก และหนังสือเดินทางประเทศเบลเยี่ยมที่เคยใช้เดินทาง จึงแสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

