ถอดรหัส ‘คดี 5 เยาวชน’ สังคมตั้งคำถามถูกหรือยัง ทำไมเด็กต้องจ่ายแพงขนาดนี้?

23.01.24 | 16:58 น.

ถอดรหัส ‘คดี 5 เยาวชน’ สังคมตั้งคำถามถูกหรือยัง! ทำไมเด็กต้องจ่ายแพงขนาดนี้?

กรณีคดี 5 เยาวชน รุมทำร้ายป้าบัวผันที่สระแก้ว สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เมื่อดูจากพฤติกรรม จากภาพ จากคลิป ก็เห้นชัดเจนว่า “เด็กๆ ทำในสิ่งที่เกินความเป็นเด็ก” นำมาซึ่งโศกนาฎกรรมมาสู่ผู้บริสุทธิ์

ซึ่งถ้าพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน จะพบว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ หากเป็นเป็นปัญหาที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเด็กปาหิน หรือเด็กช่างตีกัน

รากของปัญหาก็เกิดจากจุดเดียวกัน หากสังคมเคยตั้งคำถามที่ถูกกับเด็กกลุ่มนี้หรือไม่ คำถามที่มองลึกลง “ต้นเหตุ” ของพฤติกรรม แล้วแก้ปัญหาที่สาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุ

ต่อประเด็นดังกล่าว “จะเด็จ เชาวน์วิไล” ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนถึงระบบวิธีคิด “ชายเป็นใหญ่” ซึ่งเป็น “ราก” ของปัญหาของสังคมไทย ซึ่งเด็กบอกว่าทำไปเพราะเพื่อน นี่ก็บ่งบอกถึง “ความเป็นชายแท้” เพราะผู้ชายต้องมีศักดิ์ศรี อย่างเด็กช่างที่ตีกันก็เป็นการแสดงออกถึงความเป็นชายแท้ ชายเป็นใหญ่ ต้องแสดงออกถึงอำนาจ ศักดิ์ศรีที่ถูกลบหลู่ไม่ได้

Advertisement

“การปลูกฝังเด็กผู้ชายเป็นปัญหา เป็นการปลูกฝังเรื่องการใช้อำนาจ การแสดงออกถึงความเป็นผู้ชาย ที่ต้องมีเพื่อนมีกลุ่ม ใครลบหลู่ศักดิ์ศรีไม่ได้” จะเด็จเผยถึงทัศนคติที่เป็นปัญหา

จากทัศนคตินี้เอง ในความเห็นของเขา เรื่องนี้ “ไม่สามารถโทษเด็กได้ทั้งหมด” เพราะเป็นเรื่องการบ่มเพาะ เป็นปัญหาใหญ่ของครอบครัว ระบบการศึกษา ไปจนถึงสังคม แล้วนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอบายมุขอื่นๆ อาทิ สุรา ยาเสพติด นี่คือปัญหาใหญ่ที่ปลูกฝังความเป็นชายที่ทำให้เราเห็นปัญหามาเป็นช่วงๆ

“การปลูกฝังความเป็นชายในสังคมไทยที่ยังฝังลึกอยู่ แล้วจะทำยังไงให้คนเห็นว่า การใช้อำนาจแบบนี้นำมาสู่ปัญหา” เขาถามกลับ

จะเด็จ เชาวน์วิไล

นอกจากปัญหา “ชายเป็นใหญ่” จะเด็จ มองว่า อีกปัญหามาจาก “ความเหลื่อมล้ำ” ทำให้เด็กแสดงออกเพื่อ “แสดงตัวตน”

“เด็กบางคนอาจไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้เรียนหนังสือ หลุดออกจากระบบมา ฉะนั้น การแสดงออกเรื่องการใช้อำนาจของเด็กเพื่อให้เห็นตัวตนของเขา มันก็ต้องแสดงออกในทางแบบนี้ เพราะมันไม่มีพื้นที่อะไรให้เขาเลย เพราะสังคมไปตีตราเขาว่าเป็นเด็กไม่ดี เป็นเด็กเลว ซึ่งก็ทำให้เป็นปัญหา”

ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้อง “บ่มเพาะใหม่”

จะเด็จ กล่าวอีกว่า การบ่มเพาะควรจะบ่มเพาะตั้งแต่เด็ก ผู้ชายไม่ได้เหนือกว่าเพศอื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำเสมอไป เป็นคนธรรมดา เจ็บปวดได้ ร้องไห้ได้ไม่เสียศักดิ์ศรี ต่อมาคือ ระบบการศึกษาต้องทำให้เด็กเรียนรู้ว่า เด็กไม่ต่างจากเพศสภาพอื่น ทุกคนเท่าเทียมกัน รวมทั้งต้องสร้างพื้นที่ให้เด็กได้แสดงตัวตนในเชิงสร้างสรรค์

“สังคมต้องตั้งโจทย์ทำไมเป็นแบบนี้ รากปัญหาที่แท้จริงเป็นยังไง ผมไม่ได้เข้าข้างเขา คนทำผิดยังไงต้องถูกลงโทษ แต่เราต้องมองหาทางออกด้วย อย่าด่าอย่างเดียว เพราะถ้าไม่แก้เคสแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกเต็มไปหมด” จะเด็จเผย

ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า จากข่าว จากภาพ จากคลิปที่เห็น ก็ชัดเจนว่า เด็กๆ ทำในสิ่งที่เกินความเป็นเด็ก แล้วนำความเสียหาย ความสูญเสียมาสู่ผู้บริสุทธิ์ อันนั้นชัดเจน แต่ถ้าเราติดเพดานการมองปัญหาสังคมเพียงแค่นี้ เพราะเราชนเพดานแล้ว มันยิ่งจะเกิดความเสียหายในระยะยาวหนักขึ้นๆ เพราะการมองแบบนี้ไม่ได้ไปถึงสาเหตุรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง

“แน่นอน ผิดคือผิด ไม่อาจบิดเบือนเป็นอย่างอื่นได้ แต่เราต้องไปให้ถึงคำตอบที่ใกล้ความจริงมากกว่านั้น นั่นคือ เด็กเหล่านี้ ถูกปล่อยปละละเลยมายาวนานเท่าไหร่ โดยผู้ใหญ่ทั้งวงที่ใกล้ชิดเขามากที่สุด คือครอบครัว วงที่ไกลออกไปนิดหนึ่งคือ โรงเรียน ชุมชน และสำคัญมากขึ้น คือ เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสังคม เฝ้าระวังสังคม คนเหล่านั้นทำอะไรกันอยู่ เพราะมันมีสัญญาณบอกเหตุว่า เด็กเหล่านี้ป่วนเมือง คนเหล่านี้ทำอะไรกัน”

ทิชา ณ นคร

แน่นอนมองไปที่พฤติกรรมของเด็ก 5 คน รู้สึกโกรธเดือดดาล ตัวสั่น ไม่ได้ผิดอะไร แต่ต้องมองทะลุเมฆหมอกแห่งความมืดดำนี้ไปให้ได้ ไม่อย่างนั้น เดือนหน้า ปีหน้า ก็จะเกิดปรากฎการณ์ที่เด็กกระทำรุนแรงยิ่งขึ้นๆ

“เด็กสมัยนี้ เราต้องยอมรับว่า เขาอาจจะเติบโตอย่างกระพร่องกระแพร่งบ้าง เขาอาจจะเป็นโนบอดี้ชายด์ ไม่มีตัวตนในบ้านในโรงเรียน แต่เวลาเขาอยู่ 5 คน 10 คน  20 คน เขาต้องสร้างเพาเวอร์ให้กับตัวเอง ซึ่งพอไม่มีพื้นที่ดีให้ประทะ ได้เปิดตัว มันก็ต้องไปพื้นที่มืดเทาดำ ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้ เมื่อใครด้านมืดได้เข้มกว่า การถูกยอมรับก็มากกว่า อันนี้เป็นโลกใบที่ 2 ใบที่ 3 ของเด็กๆ ที่ไร้ตัวตน มีเด็กบ้านกาญจนาคนหนึ่ง ปล้นเซเว่นอีเลฟเว่นคืนเดียว 16 จุด เขาไม่ได้ต้องการเงิน แต่หลังจากปล้นเสร็จ 16 จุด เขาได้ฉายาจากกลุ่มเพื่อน 20 กว่าคนว่า 16 ปล้น พอเขาได้ 16 ปล้น เขาเหมือนมีออร่า คือแจ้งเกิดแล้ว” ป้ามลเผย แล้วว่า

ดังนั้น การ “ตั้งคำถาม” ต่อเด็กกลุ่มนี้จึง “สำคัญ!”

“ถ้าตั้งคำถามผิด เช่น เด็กเลวขนาดไหนถึงกล้าทำแบบนี้ เปลี่ยนเป็นตั้งคำถามให้ถูกว่า เขาเติบโตมาอย่างไร เขาถึงต้องจ่ายแพงเพื่อให้เกิดการยอมรับแบบนั้นจากกลุ่มเพื่อนแค่ 20 คน เด็กคนนี้เติบโตมาอย่างไรถึงต้องจ่ายแพงเพื่อเอาฉายา 16 ปล้นมา เพื่อหล่อเลี้ยงลมหายใจของตัวเอง”

ป้ามลจึงถามกลับคนทั้งประเทศว่า “ตั้งคำถามต่อเด็ก 5 คนนี้ถูกหรือยัง”

ซึ่งเมื่อตั้งคำถามถูก การแก้ปัญหาก็จะ “ตรงจุด”

ทิชา เสนอแนะว่า เราต้องมีใจที่เปิดกว้างมากๆ เราต้องยอมรับความจริงด้วยว่า เราได้เพิ่มพื้นที่ด้านมืดให้กับเด็กไปเยอะแล้ว และไม่ง่ายที่จะไปจัดการพื้นที่ด้านมืด ไม่ว่าจะเป็นกัญชาเสรี กระท่อมเสรี แน่นอนทั้งกัญชาและกระท่อมมีคุณูปการในทางการแพทย์ แต่เราไม่รู้ว่า เด็กๆ ไม่ได้ใช้กัญชาและกระท่อมในทางการแพทย์ แต่เขาใช้ในการผสมกับสารเสพติดหลายอย่าง

“เขาใช้เพื่อให้เมา ไร้สติ กล้าหาญขึ้น แล้วก็ทำผิดพลาดโดยที่ไม่รู้ว่าผิดพลาด จนกว่ายาจะเสื่อมฤทธิ์” ป้ามลเผย และว่า

“นี่คือพื้นที่ด้านมืดที่ไม่ว่าเด็กเดินไปทางไหนก็เจอ แล้วเมื่อวันหนึ่งเด็กแสดงปรากฎการณ์เลวร้ายออกมา คุณก็บอกว่า ต้องเพิ่มโทษ ต้องจัดการกับมันอย่างจริงจัง”

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกฎหมายอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด หากไม่ดูการจัดการเชิง “ระบบนิเวศน์ทางสังคมให้กับเด็ก”

“ลองไปดูระบบนิเวศน์ทางสังคมที่เด็กๆ เติบโต มันเอื้อต่อการเติบโตของเด็กจริงๆ หรือเปล่า หรือมันพรากเอาด้านดีของเขาไปหมดแล้ว และคุณก็ใช้มาตรการกฎหมาย ต่อไปนี้เด็กไทยหัวเราะก็ผิด ยิ้มก็ผิด ตดก็ผิด ทำอะไรก็ผิดหมดเลย ซึ่งถ้าหากกติกาถูกเขียนแบบนั้น แสดงว่าเป็นผู้ใหญ่ที่เฮงซวยมาก เพราะเราหลงลืมว่า มนุษย์ทุกคนต้องมีโอกาสเติบโต ภายใต้ระบบนิเวศน์ทางสังคมที่เหมาะสม”

การเพิ่มบทลงโทษไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต้ต้องจัดระบบนิเวศน์ที่สร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ มากกว่า

“ลงทุนเท่าไหร่ก็ต้องลงทุน เพราะนี่คือการเฝ้าระวัง คือการเอ็มเพาเวอร์ด้านดีของมนุษย์ ซึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จ เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น แต่พอเรากลับมาประเทศเรา เขาก็อ้างว่า วัฒนธรรมเราไม่เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วในความเป็นมนุษย์เด็ก เขาต้องการพื้นที่ที่ดีๆ และสร้างสรรค์”

“เด็กๆ ต้องการเติบโตในระบบนิเวศน์ที่เหมาะสม ไม่ว่าเขาจะพูดภาษาใด นับถือศาสนาอะไร” นางทิชากล่าว