ส.ก.ป้อมปราบ ขอ กทม.บังคับใช้ธูปสั้น-งดเผาในศาลเจ้า หลังพบสารก่อมะเร็งในร่างกายมากถึง 4 เท่า
เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่อาคารไอราวัฒพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยที่ 1 (ครั้งที่ 4) ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม
ในตอนนึ่ง น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เสนอญัตติขอให้ กทม.เพิ่มความเข้มงวดในมาตรการป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของศาสนสถานในพื้นที่กรุงเทพฯ
น.ส.นิภาพรรณ กล่าวว่า เนื่องจากศาสนสถาน ได้แก่ วัด ศาลเจ้า เทวสถาน และสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอื่น นิยมจุดธูปเทียนเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะมีการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด
น.ส.นิภาพรรณ กล่าวว่า จากข้อมูลงานวิจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า การจุดธูปเพียง 3 ดอก เทียบเท่ากับการสูดควันรถบริเวณที่มีการจราจรคับคั่ง และการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ทำให้เกิดสารในกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เบนซิน บิวทาไดอีน ซึ่งล้วนเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้มีการรณรงค์ป้องกันมลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง แต่การจุดธูปและการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น จึงขอให้ กทม.เพิ่มความเข้มงวดในมาตรการป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของศาสนสถานในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น เลือกใช้ธูปสั้นแทนธูปยาว หรือใช้ธูปอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนธูปจริง ลดหรืองดการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง หรือใช้เตาเผาขยะปลอดมลพิษ จะเป็นการช่วยลดมลพิษลงไปได้มาก
“ปัจจุบันค่าฝุ่นPM 2.5 ในกรุงเทพฯ สูงขึ้นมากจนทำให้ค่าฝุ่นในพื้นที่สูงจนติดอันดับโลก ซึ่งการเผาในศาสนสถานก็มีส่วนสำคัญในการสร้างมลพิษ ควันธูป 1 ดอก มีค่าเท่ากับบุหรี่ 1 มวน รวมทั้งกระดาษเงิน กระดาษทอง ก็มีสารก่อมะเร็งเช่นกัน ผู้ที่ทำงานในศาลเจ้าจึงมีการสะสมของสารก่อมะเร็งในร่างกายมากถึง 4 เท่า เขตป้อมปราบฯเป็นพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีศาสนสถาน วัด 11 แห่ง และศาลเจ้า 6 แห่ง ทำให้ติดอันดับพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะมีประชาชนเดินทางมากราบไหว้ และจุดธูปสักการะเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมามีการรณรงค์ขอความร่วมมือในการงดจุดธูปไปแล้ว และได้รับความร่วมมือในการงดและลดปริมาณธูปอย่างต่อเนื่อง แต่อยากให้ กทม.ออกกฎเพื่อควบคุมอย่างจริงจัง และขอความร่วมมือจากอินฟลูเอนเซอร์ในการร่วมรณรงค์เชิญชวนประชาชน” น.ส.นิภาพรรณกล่าว
จากนั้นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้ร่วมอภิปราย
นางอนงค์ เพชรทัต ส.ก.เขตดินแดง อภิปรายเพิ่มเติมว่า พวกเราจมอยู่ในกองฝุ่น ตนต้องเข้าโรงพยาบาลไปหาหมอ ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ รวมถึงการขุดเจาะวางท่อประปา ในอีก 80 กว่าแห่ง
“ดิฉันไม่อยากฟังว่าท่านไปปลูกต้นไม้กี่ล้านต้น ไม่อยากได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ ทั้งที่คนกรุงเทพฯยังต้องใส่หน้ากาก ไม่อยากได้ยินว่าขอให้ทำงานที่บ้าน ไม่ต้องออกมาใช้ถนน ดิฉันอยากเห็นการแก้ไขฝุ่นอย่างเป็นรูปธรรม” นางอนงค์กล่าว
นางอนงค์ กล่าวอีกว่า อยากให้ กทม.แก้ไขเฉพาะหน้าอย่างเป็นรูปธรรม เช่น รถน้ำของ กทม.มาล้างฝุ่น รถดูดฝุ่น ออกมาปฏิบัติภารกิจ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ต้องขอบคุณเขตดินแดงที่นำรถน้ำมาช่วยพรมที่ก่อสร้างท่อประปา
ด้านนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน กล่าวว่า อยากให้มีการระบุในสัญญาจ้างของการประปานครหลวง (กปน.) ถ้ามีการขุดแล้วแต่งานยังไม่เสร็จให้นำแอสฟัลท์ (ยางมะตอย) มาปิดทับชั่วคราวก่อน
ด้านนายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า อยากขอข้อมูลก่อนและหลังฤดูฝุ่น ว่ามาตรการที่ฝ่ายบริหาร กทม.ดำเนินการไป ฝุ่น PM 2.5 ลดลงหรือไม่
“มาตรการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทำไปแล้วแสนกว่าคัน หลังจากเปลี่ยนไปแล้วฝุ่น PM 2.5 ลดลงไหม ต้องมีหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นึกเอง” นายนภาพลกล่าว
ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวชี้แจงว่า กทม.ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านการจราจรมีการกำกับไม่ให้มีควันดำ การตรวจจับรถที่ไม่ได้มาตรฐาน การควบคุมพื้นที่ก่อสร้างและสถานประกอบกิจการประเภทปิ้งย่าง และการควบคุมศาสสถานด้วย นอกจากนี้จะมีการศึกษาแนวทางอำนาจของผู้ว่าฯ กทม.เพื่อจำกัดกิจกรรมในช่วงที่มีค่าฝุ่นระดับสีส้มและแดง
รวมทั้งในเดือน ก.พ.จะมีแผนปฏิบัติการเฉพาะฝุ่น PM2.5 เพื่อควบคุมกิจกรรมในช่วงฝุ่นจำนวนมาก และกิจกรรมอื่น ๆ ตลอดทั้งปี ในเรื่องของการรณรงค์ประชาสัมพันธ์จะขอรับข้อสังเกตของสภา กทม.ไปปฏิบัติและปรับปรุงเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น
นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ฝ่ายบริหารจะได้หารือมาตรการก่อสร้างและมาตรการการคืนผิวจราจรกับการประปานครหลวงเพื่อให้คืนผิวจราจรโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นการลดปริมาณฝุ่นที่จะเกิดจากการก่อสร้างด้วย
ว่าที่ร้อยตรี วิรัช ตันชนะประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวว่า เรื่องฝุ่น PM2.5 สำนักสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษตลอดทั้งปี และมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนทราบวันละ 3 ครั้งเพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวก่อนออกจากบ้าน และจะดำเนินในมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การแจ้งเตือนคุณภาพอากาศในสถานศึกษา พร้อมให้ข้อมูลแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับคุณภาพอากาศในช่วงต่าง ๆ การแจ้งเตือนผ่านระบบ Line Alert การกำจัดแหล่งกำเนิดมลพิษตั้งแต่ต้นตอ การขอความร่วมมือสถานประกอบการ Work from home การรณรงค์ให้รถยนต์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอ
ว่าที่ร้อยตรี วิรัช กล่าวว่า นอกจากนี้สำนักอนามัยจะได้ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชน การตั้งคลินิกมลพิษในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทั้งนี้ปัญหาฝุ่นละออง เกิดจาก 3 องค์ประกอบ คือ สภาพภูมิอากาศ ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ องค์ประกอบที่ 2 คือ สภาพลม ซึ่งก็ควบคุมไม่ได้เช่นกันแต่องค์ประกอบที่ 3 คือแหล่งกำเนิด เป็นสิ่งที่ กทม.พยายามที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

