มติอัยการ-ตำรวจ ฟันเพิ่ม ‘อดีตผู้การชลบุรี’ กับพวก คดีเป้รักผู้การ ผิด พ.ร.บ.อุ้มหาย

25.01.24 | 18:02 น.
พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีต ผบก.ภ.จว.ชลบุรี (แฟ้มภาพ)

ที่ประชุมคณะทำงานอัยการ-ตำรวจ มีมติแจ้งข้อหา ‘อดีตผู้การชลบุรี’ กับพวก ผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เพิ่มอีกข้อหา หลังก่อนหน้านี้โดนปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-เรียกรับ ‘วัชรินทร์’ รอง อธ.อัยการสอบสวน เผยออกหมายเรียกรับทราบข้อหา 12-13 ก.พ.นี้ ที่ ตร.ภูธร ภ.1

เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ห้องประชุมตึกกองบังคับการกฎหมายและคดีตำรวจภูธรภาค 1 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ถนนวิภาวดี คณะพนักงานสอบสวนในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับทรัพย์จากเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ 140 ล้านบาท นำโดย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หัวหน้าชุดคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนชุด และคณะอัยการและตำรวจรวมประชุมคับคั่ง

จากกรณีมีผู้เสียหาย 6 ราย แจ้งความที่ สภ.คูคต จ.ปทุมธานี เพื่อให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ อดีต ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พร้อมพวกรวม 10 คน เรียกรับเงินกว่า 140 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาของวลีเด็ดว่า “เป้รักผู้การเท่าไหร่…เป้เขียนมา” ซึ่ง พล.ต.ต.กัมพลปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

โดยการประชุมใช้เวลาตั้งแต่ 09.00-15.00 น.เศษ เป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมง

ภายหลังการประชุม นายวัชรินทร์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัคราเดช ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดย พล.ต.ท.อัคราเดชกล่าวว่า วันนี้เราใช้เวลาประชุมตั้งแต่เช้าเพื่อความละเอียดรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด ซึ่งการสอบพยานทั้งหมด สอบไปแล้วกว่า 130 ปาก การพิจารณาในการที่จะดำเนินคดีคนใดบ้าง ซึ่งตรงนี้ก็ได้ข้อสรุปแล้วว่า จะมีผู้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 22 รายโดย พล.ต.ต.กัมพล อดีต ผบก.ภ.จว.ชลบุรีก็โดนแจ้งข้อหา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายด้วย

Advertisement

นายวัชรินทร์กล่าวว่า จากการประชุมชุดของอัยการที่เป็นชุดที่พิจารณาร่วมกันได้ใช้ความละเอียดมาก ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จนได้บทสรุปความผิดในคดี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พ.ร.บ.อุ้มหาย โดยมีการแจ้งข้อหาผู้ต้องหาที่เป็นข้าราชการตำรวจทั้งสิ้น 17 นาย และมีพลเรือนที่ไม่ได้เป็นตำรวจอีก 4 นาย และครั้งนี้มีมติให้แจ้งข้อหารายใหม่เพิ่มอีก 1 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่ง 1 รายใหม่นี้เป็นคดีอันเป็นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ไม่มี พ.ร.บ.อุ้มหาย รวมทั้งสิ้น 22 ราย

สำหรับ พล.ต.ต.กัมพล อดีต ผบก.ภ.จว.ชลบุรี กับพวก รวม 21 ราย เดิมพนักงานสอบสวนชุดเดิมได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาไว้คือความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และข้อหาอื่นๆ ที่มีรายละเอียดปลีกย่อย แต่วันนี้มีการพิจารณาว่าเข้าตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งข้อหาในส่วนนี้ชุดพนักงานสอบสวนมีการพิจารณาเมื่อพนักงานอัยการเข้ามากำกับและตรวจสอบการสอบสวนซึ่งเป็นไปตามมาตรา 30

ในส่วนที่มีพลเรือนโดนข้อหานี้ด้วยเพราะใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ข้อสำคัญคือไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือเจ้าหน้าที่ สามารถถูกดำเนินคดี เพราะมีการร่วมกันกระทำความผิด โดยบทนิยามถือไว้เลยว่า แม้ไม่ใช่เจ้าพนักงานแต่เจ้าพนักงานให้ทำหน้าที่ หรือให้ช่วยเหลือก็ถือว่าได้มีการกระทำความผิด ตรงนี้ไม่ได้เป็นการสนับสนุน แต่เป็นการร่วมกันกระทำผิด

ส่วนจะสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งอัยการปราบปรามทุจริตฯได้เมื่อไหร่นั้น ขั้นตอนจะต้องแจ้งข้อหาเพิ่มเติมก่อน เราต้องทำหนังสือออกหมายเรียกไปให้ผู้ต้องหาดังกล่าวทั้ง 22 ราย มาพบพนักงานสอบสวน เพื่อทำการแจ้งข้อกล่าวหาในวันที่ 12-13 ก.พ. ให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่กองบังคับการกฎหมายและคดีตำรวจภูธรภาค 1 ตนเห็นว่าบางทีเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่าการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ออกมาใหม่ หลักสำคัญคือการจับกุมผู้ต้องหา 1.ต้องมีการแจ้งการจับตามมาตรา 22 หลังจากแจ้งการจับเสร็จแล้วจะต้องส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี แต่ถ้าเกิดมีการจับแล้วไม่ได้มีการนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายอันนี้อาจถือว่าเข้าข่ายความผิดมาตรา 7

ส่วนขั้นตอนต่อไป เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องสรุปสำนวนทำความเห็นในคดีซึ่งเราให้สิทธิผู้ต้องหาที่จะอ้างพยานหลักฐานอะไรเข้ามาได้ เราให้สิทธิเต็มที่ เราไม่ได้ตัดสิทธิ การแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่ได้หมายความว่าเราจะสรุปสำนวนสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นของการสอบสวนที่เราเห็นว่ามีพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่าน่าจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ซึ่งผู้ต้องหาเองก็มีสิทธิที่จะโต้แย้ง หรือนำพยานหลักฐานเข้ามาให้เราสอบได้ ทั้งนี้ เรากำหนดเวลาไว้แล้วว่าจะต้องเสร็จภายใน 60 วัน

คดีนี้ตั้งแต่เริ่มแรกทางพนักงานสอบสวนไม่มีการยื่นฝากขังผู้ต้องหาแต่อย่างใด ส่วนที่แจ้งข้อหาเพิ่มตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย นี้ก็ไม่ต้องยื่นฝากขัง ถือว่าเป็นการแจ้งข้อหา ซึ่งผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นข้าราชการตำรวจอยู่แล้ว

“ผู้ต้องหาชุดนี้ข้อหาเดิมก็มีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157 แล้วก็มีพวกกักขังหน่วงเหนียว นั่นคือข้อหาเล็กๆ มีวันนี้ที่แจ้งเพิ่มก็คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ” นายวัชรินทร์ระบุ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง