พล.ต.อ.เอก จี้ตร.ถอดบทเรียนคดีป้ากบ ตอบ ‘ปม’ ปฏิรูปตำรวจ-การเมืองล้วงลูก

26.01.24 | 22:20 น.

พล.ต.อ.เอกตอบสื่อบทบาทตำรวจคดีป้าบัวผัน-ปฏิรูปตำรวจกับการแทรกแซงทางการเมือง ทางออกหรือทางตัน


เมื่อวันที่ 26 มกราคม พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ระบุทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เมื่อวันพุธที่ 24 และวันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2567 เวลา 07.35-08.00 น.ผมได้รับเชิญสัมภาษณ์สดพูดคุยทางโทรศัพท์กับ ดร.ธีรารักษ์ พันทวี ผู้ดำเนินการรายการเจาะข่าวเช้านี้ในช่วง “วิเคราะห์เจาะลึก” สถานีวิทยุจุฬา 101.5 MHz. รวม 2 วันติดต่อกัน

ดร.ธีรารักษ์ ได้ตั้งคำถามพูดคุยดังนี้ วันแรก เรื่องเกี่ยวกับคดีป้าบัวผัน การดำเนินคดี การสืบสวนสอบสวนของตำรวจ ปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำผิดก่ออาชญากรรม สาเหตุและข้อเสนอการป้องกัน สังคมและตำรวจจะป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร วันที่สอง เรื่องการปฏิรูปตำรวจกับการแทรกแซงทางการเมือง ทางออกหรือทางตัน

1.เรื่องคดีป้าบัวผัน ประเด็นการจับลุงเปี๊ยก(ผิดตัว)และมีการบังคับให้สารภาพ เป็นเรื่องของเจ้าพนักงานที่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษตำรวจผู้เกี่ยวข้องอย่างเฉียบขาดโดยเร็ว

Advertisement

ส่วนคดีเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดคดีนี้หรือคดีอื่นๆต้องเร่งรัดสืบสวนสอบสวนรูปสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย

สถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ พื้นที่รับผิดชอบที่มีปัญหาแก๊งวัยรุ่นก่ออาชญากรรมต่างๆต้องสืบสวนหาข่าว วางมาตรการป้องกันและระงับเหตุที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องนำคดีนี้ไปถอดบทเรียนและใช้เป็นกรณีศึกษากำชับการปฏิบัติทุกหน่วยให้ผู้บังคับบัญชาเอาใจใส่ในการสืบสวนสอบสวนอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างเคร่งครัด

2.เรื่องปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำผิด มีสาเหตุหลายประการ สังคมทุกภาคส่วน ผู้ปกครอง สถานศึกษา ฯลฯต้องร่วมมือป้องกันแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา ส่วนตำรวจต้องมีแนวทางในการสืบสวนป้องกันแก๊งวัยรุ่นกระทำผิดตามมาตราการต่าง ๆ อย่างจริงจัง

ส่วนข้อเสนอให้มีการแก้ไขอายุให้เด็กกระทำผิดต้องรับโทษ จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบในภาพรวมและความเป็นสากล

3.การแทรกแซงทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการบริหารงานตำรวจทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาตำรวจประพฤติปฏิบัติหน้าที่มิชอบก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรตำรวจมากมายหลายกรณี(คดีกำนันนก ส่วยทางหลวง การพนันออนไลน์ ตั๋วแต่งตั้งผู้กำกับฯลฯ)

เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง สังคมทั่วไป และในหมู่ตำรวจเองก็รับรู้กันทั่วไป แม้ไม่มีหลักฐานใดยืนยัน ก็ไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าวได้ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรีตามลำดับ

ในอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย นายกรัฐมนตรีโยกย้ายอธิบดีตำรวจหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยอ้างเหตุผลต่างๆนาๆนับ 10 ราย(แม้กระทั่งอดีตผบ.ตร.ที่ได้รับคำชื่นชมจากประชาชนและสังคมว่าเป็นวีรบุรุษหรือคนไทยตัวอย่าง เช่น พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว)

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการกล่าวโจษขานกันอย่างกว้างขวางว่า การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทุกระดับไม่เป็นตามระบบคุณธรรม ไม่ยึดอาวุโส แต่งตั้งนายตำรวจผู้ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน วิ่งเต้นผ่านญาติพี่น้องผู้มีอำนาจ ปรากฎข่าวเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง เรื่องตั๋วต่าง ๆ หรือภาพข่าวการเข้าแสดงความขอบคุณรัฐมนตรีเนื่องจากสนับสนุนให้ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย

เป็นเหตุให้มีการเรียกร้องให้มีการปฎิรูปตำรวจโดยเฉพาะการบริหารบุคคล การแต่งตั้งตำรวจ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน (น่าเป็นรัฐธรรมนูญเดียวในโลก)กำหนดให้ในการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยต้องแก้ไขกฎหมายตำรวจเพื่อให้มีหลักประกันว่า การแต่งตั้ง โยกย้าย และการพิจารณาบำเห็นความชอบจะเป็นไปตามระบบคุณธรรม คำนึงอาวุโสความรู้ ความสามาถ ไม่ให้ตำรวจตกอยู่ใต้อาณัติบุคคลใด เพื่อตำรวจจะได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรี

แต่ปรากฏว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ให้นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก.ตร.มีอำนาจสุงสุดในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.และนายตำรวจระดับสูง ซึ่งยังอาจทำให้การเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจได้

ผมจึงเรียกร้องเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ประธาน ก.ตร.มาจากการเลือกตั้ง(อดีตผู้บังคับบัญชา) เหมือนกับประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) และกรรมการ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีสัดส่วนมากกว่า ก.ตร.โดยตำแหน่ง เพื่อเป็นหลักประกันการพิจารณาแต่งตั้งตำรวจของ ก.ตร.เป็นไปตามระบบคุณธรรมอย่างแท้จริง

4.การพัฒนา ปรับปรุง สนับสนุน เพื่อให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ อำนวยความยุติธรรม บริการรับใช้ประชาชนอย่างมีคุณภาพ

4.1 คณะกรรมการ ที่มีอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ ทั้ง 4 คณะ ควรมีการปรับปรุงให้ปฏิบัติหน้าที่ให้มีผลตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนี้

คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการบริหารราชการตำรวจ (พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 ม.15) ตั้งแต่อดีต 2547 ยังไม่เคยมีผลการดำเนินงานปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด

คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจในการบริหารงานบุคคล แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ (พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 ม.23)ยังไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองได้

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกตาม พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 ม.33 คณะกรรมการ ก.พ.ค.ตร.จำนวน 7 คนได้มาจากการคัดสรรฯ (ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานคัดสรรฯ) นายสมรรถชัย วิศาลาภร์ อดีตตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน ก.พ.ค.ตร.มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และอุทธรณ์ ซึ่งรวมถึงการร้องทุกข์เกี่ยวกับ การแต่งตั้งตำรวจและการจัดลำดับอาวุโส จึงเป็นความหวังของตำรวจที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง

คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกตาม พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 ม.43 เช่นเดียวกัน คณะกรรมการบางส่วนมาจากบัญชีผู้สมัครเลือกตั้งเป็น ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลภายนอกจากองค์การต่างๆ รวมทั้งศาลและอัยการ พล.ต.ท.สุรศักดิ์ เย็นเปรม อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 8 เป็นประธาน ก.ร.ตร.มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนตำรวจประพฤติหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม

คณะกรรมการ ก.ร.ตร.มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ยังไม่สามารถได้คณะกรรมการที่มาจากศาลและอัยการครบตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งในส่วนที่มาจากข้าราชการตำรวจจำนวน 3 นาย ก็ควรจะต้องเป็นการสมัครเลือกตั้งโดยตรงเพื่อมาทำหน้าที่คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ มิใช่เอามาจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครเป็น ก.ตร.

4.2 ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องเน้นย้ำให้ความสำคัญการบริหารจัดการสถานีตำรวจอย่างจริงจังต่อเนื่องเพราะสถานีตำรวจเป็นหน่วยงานสำคัญที่สุดในการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ (one stop service)

การแต่งตั้งหัวหน้าสถานีตำรวจ ต้องคัดเลือกผู้ที่ความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวน และปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด

สนับสนุนส่งเสริมให้พนักงานสอบสวนมีขวัญกำลังใจ มีเส้นทางความเติบโตเป็นหัวหน้าสถานีต่อไป มีค่าตอบแทนในการทำสำนวนสอบสวนอย่างเหมาะสมและเพียงพอ มีผู้ช่วยเหลือ และเครื่องมือ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ในการทำงาน

ต้องดำเนินการแก้ไขข้อจำกัดสถานีตำรวจในทุกด้าน สภาพความขาดแคลนกำลังพล(สถานีตำรวจ 1,484 สถานี มีสถานภาพกำลังพลแต่ละสถานีส่วนใหญ่อยู่ที่ 50-55% ของอัตรากำลัง) ค่าน้ำมันรถสายตรวจ (ตร.ขอไปตามการคำนวนที่จะต้องใช้ 100% รัฐบาลจัดให้ 50%) เบี้ยเลี้ยงการปฏิบัติงานของตำรวจ (เพิ่มภารกิจให้ตลอด ล่าสุดกระทรวงศึกษาฯขอความร่วมมือให้ไปตรวจโรงเรียน เนื่องจากยกเลิกการเข้าเวรของครู)

ทุกสังคมย่อมมีอาชญากรรม ดังนั้น จึงต้องมีตำรวจเพื่อทำหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

ตำรวจบางคนอาจใช้อำนาจหน้าที่ประพฤติ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ สร้างความเดือดร้อน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและองค์กรตำรวจ ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการลงโทษและขจัดให้พ้นจากตำรวจ

ในขณะเดียวกันรัฐบาล สังคมทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสนับสนุน ส่งเสริมตำรวจให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขกฎหมายป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร สนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอ

ผมมั่นใจว่าพี่น้องตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศ ยึดมั่นในอุดมการณ์ ยินดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดีเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดไป