นางแบบสาว แจ้งความเอาผิดพี่เขย ลวงขืนใจ ถ่ายคลิปแบล๊กเมล์ เครียดจนป่วยซึมเศร้า

29.01.24 | 13:59 น.

นางแบบสาว แจ้งความเอาผิดพี่เขย ลวงขืนใจ ถ่ายคลิปแบล๊กเมล์ เครียดจนป่วยซึมเศร้า


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มกราคม ที่ สภ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ พานางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี นางแบบสาว (ผู้เสียหาย) เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพี่เขยหื่น ที่ก่อเหตุข่มขู่บังคับขืนใจนางสาวเอโดยมีอาวุธปืน ถ่ายคลิปแบล๊กเมล์ บังคับอมนกเขาและให้มีเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่ยินยอมจะนำคลิปไปเผยแพร่

โดยนางสาวเอถูกกระทำมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 พฤศจิกายน 2566 และธันวาคม 2566 รวมทั้งหมด 3 ครั้ง จนกระทั่งในที่สุดนางสาวเอ ซึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จนถึงขั้นเคยคิดจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหานี้มาแล้วนั้น ได้ตัดสินใจที่จะเข้าขอความช่วยเหลือจากทนายตั้มเพราะทนพฤติกรรมที่ถูกบังคับต่างๆ ไม่ไหว อีกทั้งเมื่อเล่าให้ทางบ้านฟังก็กลายเป็นปัญหาครอบครัวตามมาอีกด้วย

นายษิทราเปิดเผยว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ตอนที่นางสาวเอเข้าสู่วัยสาวอายุประมาณ 25 ปี ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านของแม่ โดยมีแม่ของนางสาวเอ ลูกของนางสาวเอ และหลานๆ ซึ่งเป็นลูกของพี่สาว ในพื้นที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ส่วนพี่สาวกับพี่เขยไปอยู่บ้านอีกหลังหนึ่งแถวๆ สายห้า เพื่อทำงานส่งเงินมาเป็นค่าเลี้ยงดูแม่กับหลานๆ ที่เป็นลูกของพวกเขาอีก 3 คน ซึ่งพี่เขยมักจะมีข้ออ้างมาหาลูก แล้วก็เคยที่จะพยายามงัดห้องเข้าหานางสาวเอเพื่อกระทำมิดีมิร้าย

Advertisement

ตอนนั้นนางสาวเอมาปรึกษาตนว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งตนก็ได้แนะนำให้ไปเปลี่ยนกุญแจ และทำที่ล็อกหลายๆ ชั้นให้แน่นหนาขึ้น ต่อมาพี่เขยได้ถูกจับในข้อหายาเสพติด พี่สาวก็ยังคงอยู่ที่เดิมเพื่อทำงานและส่งเงินมาเป็นค่าเลี้ยงดู ส่วนนางสาวเอก็มีหน้าที่คอยไปรับไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียนซึ่งอยู่ใกล้บ้าน อีกทั้งยังได้ทำขนมขาย ร่วมกับการรับงานถ่ายแบบ

กระทั่งพอหลังจากที่พี่เขยพ้นคุกออกมาแล้วก็ได้กลับมาลงมือก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเรานางสาวเอ โดยครั้งแรกได้พาลูกของนางสาวเอไปไว้ที่บ้านของพี่เขย จากนั้นก็มาฉุดนางสาวเอไปขึ้นรถบอกว่าจะพาไปรับลูก ซึ่งตลอดระยะทางที่นั่งไปด้วยกันนั้น นางสาวเอก็หวาดระแวงไปด้วย จึงได้โทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนตลอดเวลา แต่สุดท้ายก็ถูกพี่เขยบังคับพาเข้าไปข่มขืนในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านพื้นที่ศาลายาได้เป็นผลสำเร็จ โดยมีการใช้อาวุธปืนข่มขู่ด้วย

ต่อมาก็พามาก่อเหตุที่โรงแรมในพื้นที่ ต.สวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร อีก 2 ครั้ง ซึ่งพอหลังเกิดเหตุนางสาวเอได้แต่เก็บเงียบไม่กล้าบอกใคร ทนอยู่กับความทุกข์ใจมาตลอดในภาวะที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากเกรงว่าพี่เขยจะมาทำร้าย และยังเป็นห่วงหลานๆ กับแม่ที่ต้องอาศัยการเลี้ยงดูจากพี่เขยกับพี่สาว จึงได้เก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองคนเดียว แต่พี่เขยก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมที่จะพยายามข่มขืน โดยได้มีการพูดจา แชตไลน์ และข้อความเฟซบุ๊กบังคับข่มขู่และจะเอาคลิปที่แอบอัดไว้ไปเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้

นางสาวเอจึงตัดสินใจเล่าเรื่องให้คนที่บ้านฟังจนกลายเป็นปัญหาครอบครัว เพราะพี่สาวไม่เชื่อว่าพี่เขยจะกระทำดังกล่าวจริง เมื่อเห็นว่าที่บ้านไม่ใช่เซฟโซนสำหรับตนเองอีกต่อไป และไม่มีใครเห็นใจที่จะช่วยนางสาวเอได้ จึงได้มาขอความช่วยเหลือจากทนายตั้ม เพื่อพาเข้าแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ขณะที่นางสาวเอ ผู้เสียหาย บอกว่า ที่ไม่เข้าแจ้งความตั้งแต่ครั้งแรกเพราะตนเองกลัว และเกรงว่าจะไม่มีใครให้ค่าเลี้ยงดูแม่ ตนเองจะทำให้แม่ต้องกลับไปลำบากทำงานอีก แต่พอถูกกระทำบ่อยครั้งภายใต้ภาวะซึมเศร้าที่ตนเป็นอยู่แล้วทำให้คิดมากและเคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย เพราะต้องเก็บกดอยู่คนเดียว ไม่สามารถบอกใครได้ พอเล่าให้ฟังก็กลายเป็นว่าตนเองจะนำปัญหามาให้คนในครอบครัว จึงหมดความอดทน นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ทนายตั้มฟัง เพื่อขอความช่วยเหลือและเรียกความยุติธรรมให้กับตนเอง ทางทนายจึงพาเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.บ้านแพ้ว ซึ่งตนเองก็รู้สึกว่าครั้งนี้จะทำให้ตนได้หลุดพ้นจากการถูกกระทำดังกล่าวเสียที

นายษิทรากล่าวอีกว่า วันนี้หลังจากที่พานางสาวเอ ผู้เสียหาย มาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับพี่เขยในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา และข่มขืนใจให้กระทำการใดๆ และการพาไปเพื่อการอนาจารเสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผู้เสียหายไปชี้สถานที่เกิดเหตุที่ถูกพี่เขยบังคับขืนใจในโรงแรมแห่งหนึ่งย่านพื้นที่ ต.สวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อรวบรวมไว้เป็นหลักฐานดำเนินคดี ส่วนทางด้านของทนายนั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดที่จะฟ้องร้องกล่าวโทษต่อผู้กระทำความผิด