ปชช.สักการะพระบรมศพ 83 วัน ยอดบริจาคร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 307 ล้าน

เมื่อวันที่ 25 มกราคม ในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นวันที่ 4 หลังเสร็จสิ้นพิธีหลวง หรือพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันที่ 50 โดยจัดแบ่งเป็น 4 รอบ ในเวลา 10.00 น., 14.00 น., 17.00 น. และ 19.00 น. รอบละ 11 คณะ คณะละ 50 คน อาทิ สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12, ธนาคารไทยพาณิชย์, มูลนิธิสยามกัมมาจล เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 24 มกราคม หลังสำนักพระราชวังปิดเวลา 21.15 น. ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 39,648 คน รวม 83 วัน มี 3,655,624 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 3,045,784.50 บาท รวม 83 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 307,550,115.04 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 84 สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะตั้งแต่ 04.45 น. มีพสกนิกรจากทั่วทั้งประเทศ อาทิ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี บุรีรัมย์ ยังคงเดินทางมาเข้าคิวสักการะพระบรมศพ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด โดยหลายคนที่เข้าคิวสักการะในช่วงเช้าแล้วก็ไปเข้าคิวสักการะอีกครั้ง เพราะอยากเข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทให้ได้มากที่สุด

นางบุญศรี กสิรัต อายุ 75 ปี ข้าราชการเกษียณจากย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเดินทางมากราบสักการะด้วยตัวคนเดียวเป็นครั้งที่ 3 กล่าวว่า เดินทางมาถึงที่สนามหลวงตั้งแต่ 6 โมงเช้า หลังจากที่ได้เดินทางมาครั้งแรกกับลูกๆ ที่รอนานถึง 10 ชั่วโมง และมาอีกครั้งในวันที่ 9 มกราคม วันนี้จึงไม่อยากรอลูกๆ ลางาน มาสักการะพระบรมศพด้วยตัวเองคนเดียว โดยเตรียมอาหารกล่อง ยารักษาโรคมาเผื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา และจะไปต่อคิวอีกครั้งเพื่อเข้ากราบสักการะวันนี้ เมื่อได้เข้าไปกราบแล้วก็รู้สึกตื้นตันใจทุกครั้ง เพราะรักพระองค์มาก มีความจงรักภักดีให้กับพระองค์มาตลอด เมื่อตอนรับราชการครูก็คอยสอนเด็กๆ ถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ปลูกฝังเด็กเรื่องความซื่อสัตย์ และการประพฤติตัวตามที่พระองค์เป็นแบบอย่าง เมื่อเกษียณแล้วก็ยังตั้งชมรมพลังแผ่นดิน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ตั้งใจว่าแม้พระองค์จะไม่อยู่แล้ว ก็อยากจะทำงานถวายพระองค์ ต่อต้านยาเสพติดและปลูกฝังความดีให้ลูกหลานถวายเป็นพระราชกุศลต่อไป ทุกวันนี้จะพกหนังสือพระบรมราโชวาทเล่มเล็กๆ ไว้ในกระเป๋า อ่านซ้ำๆ เวลาว่าง

นางบุญศรี
บุญศรี กสิรัต

“จำได้ว่าตอนที่เข้าศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯมาทรงดนตรี ในงานวันทรงดนตรี ซึ่งเด็กปี 1 ทุกคนจะได้เข้าไปร่วมฟัง แม้ว่าจะดึก 4-5 ทุ่ม ทุกคนก็ยังตั้งใจฟังพระองค์ทรงดนตรีไม่กลับ ครั้งนั้นพระองค์รับสั่งกับนักศึกษาทุกคนว่า พวกเราทุกคนมีพ่อคนเดียวกัน หมายถึงนักศึกษาทุกคนเป็นลูกพระบิดาเช่นกัน เป็นคำที่ซาบซึ้งและกินใจจนบัดนี้ หรือตอนที่ได้รับเสด็จงานลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 6 พระองค์มีพระบรมราโชวาทว่า บ้านเมืองเรานี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี เป็นสิ่งที่ตนยึดถือตลอดมา เพราะการทำงานและในสังคมเราเจอทั้งคนดีและไม่ดี เมื่อไม่อาจทำให้คนไม่ดีหมดจากสังคม ก็ได้แต่สนับสนุนคนดี และไม่ให้คนชั่วขึ้นมามีอำนาจ” นางบุญศรีกล่าว

ด้านนางวิมลรัตน์ สาลี อายุ 54 ปี รองนายกเทศมนตรี ต.หนองแก อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ซึ่งเดินทางมากับชาวบ้าน 170 คน กล่าวว่า ออกมาจากสระบุรีตอน 5 ทุ่มครึ่ง เริ่มเข้าคิวตอนตี 3 โดยตั้งใจพาชาวบ้านผู้เฒ่าคนแก่ในชุมชนมาสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก เมื่อได้ขึ้นไปกราบแล้วก็รู้สึกตื้นตัน ภูมิใจ ชาวบ้านหลายคนก็รู้สึกดีใจที่ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้มา ผู้สูงอายุที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็ตั้งใจมา แม้จะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน เพราะทุกคนรักพระองค์ อยากมาส่งเสด็จฯพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย พระองค์ได้ทรงงานหนักเพื่อคนไทยตลอดมา ส่วนตัวเองประทับใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้นำมาใช้กับครอบครัว และชาวบ้านในชุมชนก็ได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจผสมผสานมาใช้ ปลูกผัก มะม่วง มะละกอ สร้างอาชีพ อย่างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่กักเก็บน้ำจากแม่น้ำป่าสักที่ไหลผ่านสระบุรี ก็ทำให้น้ำไม่ท่วม และมีน้ำใช้ในการเพาะปลูกได้

นางวิมลรัตน์
วิมลรัตน์ สาลี

น.ส.กนกวรรณ ดินไสว อายุ 59 ปี อาชีพค้าขาย พื้นเพชาวเป็นชาวบุรีรัมย์แล้วมาตั้งถิ่นฐานอยู่ย่านตลิ่งชัน กรุงเทพฯ กล่าวว่า เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 5 แล้ว และวันนี้ถือโอกาสชักชวนเพื่อนบ้านอีก 4 คนออกจากที่พักเมื่อเวลาตี 5 เข้าแถวรอและได้เข้ากราบสักการะตอน 9 โมง ถือว่าเร็วมาก หากเทียบกับครั้งก่อนๆ ที่ต้องรอ 5-8 ชม. ตั้งแต่หลังปีใหม่มีการจัดระเบียบใหม่อย่างดีทำให้ประชาชนมีความคล่องตัวมากขึ้น ส่วนตัววางแผนว่าจะเข้ากราบสักการะพระบรมศพให้ครบ 9 ครั้งเพื่อสิริมงคลต่อชีวิตและครอบครัว

“รู้สึกปลาบปลื้มใจทุกครั้งที่ได้กราบพระบรมศพในหลวง ร.9 จนอยากมาเรื่อยๆ จริงๆ แข้งขาไม่สู้ดีนัก เพราะเพิ่งผ่าตัดดามเหล็กไว้ รู้สึกเจ็บตลอดถ้าเดินไกลๆ แต่ไม่เป็นอุปสรรคเลย และไม่อยากใช้รถเข็นวีลแชร์ด้วย เอาไว้ให้คนที่เดินไม่ไหวจริงๆ ดีกว่า ทุกครั้งจะอธิษฐานต่อหน้าพระบรมโกศขอให้หายเจ็บขา และมาได้เรื่อยๆ ขอให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข ค้าขายรุ่งเรือง เหมือนมีปาฏิหาริย์ ออกมาไม่ค่อยเจ็บขาเลย ทุกวันนี้พยายามเดินตามรอยพระองค์ในการอดทน พยายามอย่างถึงที่สุด ตั้งแต่เกิดมาเห็นพระองค์เสด็จฯไปทุกที่ ที่บ้านแขวนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้บูชาด้วย เป็นกำลังใจให้สู้ชีวิต” น.ส.กนกวรรณเผย

กนกวรรณ (ที่ 2 จากซ้าย) และเพื่อนบ้าน
กนกวรรณ (ที่ 2 จากซ้าย) และเพื่อนบ้าน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้บิ๊กป้อม สั่งเพิ่ม อาจารย์นิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ นั่งเก้าอี้ปรองดอง
บทความถัดไปเลิกเป็นดารา! ‘เต็งหนึ่ง’ ประกาศลาวงการบันเทิง มุ่งสานฝันเรียนเชฟที่นิวยอร์ก