ศาลปค.สูงสุด พิพากษา ประเสริฐ อภิปุญญา อดีตรองเลขาฯกสทช.ผิดวินัยร้ายแรง คดีสอดไส้ชื่อผอ.หญิงรับเงินตอบแทน ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ ส่อถูกริบเครื่องราชฯ และอาจต้องออกจากการเป็นหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่า
เมื่อวันที่ 29 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้นายประเสริฐ อภิปุญญา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีความผิดทางวินัยร้ายแรงฐานจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ผู้อื่นได้ผลประโยชน์ที่มิควรได้ และฐานกระทำการอื่นอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จากคดีหมายเลขดำที่ อ.1202/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1188/2566 ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากนายประเสริฐ อภิปุญญา ยื่นฟ้องเลขาธิการ กสทช. สำนักงาน กสทช.และประธาน กสทช.ต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่นายประเสริฐ ออกจากงานเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 กรณีนายประเสริฐใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคลขออนุมัติเงินตอบแทนแก่นางสาวนนทรี เหมทานนท์ ผู้อำนวยการส่วนงาน สำนักประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่า นางสาวนนทรีขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน โดยศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งสำนักงาน กสทช.ที่ลงโทษให้นายประเสริฐออกจากงาน ต่อมาเลขาธิการ กสทช. สำนักงาน กสทช.และประธาน กสทช.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดระบุว่า นางสาวนนทรีขอลาศึกษาต่อแบบเต็มเวลาและไม่มีหลักฐานการทำงานที่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนตามระเบียบสำนักงาน กสทช.ว่าด้วยการลาของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ.2552 จึงไม่ได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับค่าตอบแทนประจำปี 2553 เนื่องจากขาดคุณสมบัติและก่อนหน้านี้ไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนเงินเดือนไปแล้ว แต่นายประเสริฐซึ่งเดิมเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคล สั่งการให้นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการส่วนระบบทรัพยากรบุคคล เพิ่มชื่อนางสาวนนทรีเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน แต่นายสุธีระทักท้วงเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบและไม่ปฏิบัติตาม
เมื่อนายสุธีระเสนอรายชื่อผู้ได้รับค่าตอบแทนประจำปี 2553 ที่ไม่มีชื่อนางสาวนนทรีให้นายประเสริฐพิจารณาอนุมัติ นายประเสริฐได้ขอไฟล์เอกสารที่เป็น Word และ Excel เพื่อแก้ไขปรับปรุงเพิ่มชื่อนางสาวนนทรีให้ได้รับค่าตอบแทน จากนั้นนายประเสริฐทำหนังสือเสนอต่อนายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ ประธานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กทช.) ให้วินิจฉัยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน ภายหลังที่มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับนางสาวนนทรีไปแล้วเป็นเงิน 89,651 บาท ทำให้สำนักงาน กสทช.ได้รับความเสียหาย
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดระบุอีกว่า นายประเสริฐยอมรับว่าได้ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มชื่อนางสาวนนทรีเข้าไปในรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตาม นายประเสริฐจึงเพิ่มชื่อนางสาวนนทรีในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 เอง ซึ่งผู้ฟ้องคดีคือนายประเสริฐ ในฐานะรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคล ย่อมต้องรู้หรือควรรู้ว่า นางสาวนนทรีไม่ได้รับการพิจารณาประเมินผลตัวชี้วัดรายบุคคล หรือ PKI (Personal Key Performance Indicator) และไม่ได้อยู่ปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2553 ไม่น้อยกว่า 6 เดือน รวมทั้งไม่ได้ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ 2553
ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในปีงบประมาณ 2552 ก็ไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนเนื่องจากลาศึกษาต่อแบบเต็มเวลาและมีระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่น้อยกว่า 6 เดือนอีกด้วย แต่นายประเสริฐกลับมีหนังสือสำนักงาน กสทช.ลับ ด่วน ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 เรื่อง การดำเนินการตามมติ กทช.เสนอต่อนายประสิทธิ์ ประธาน กทช. ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เพื่อพิจารณาเห็นชอบการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน
คำพิพากษาระบุว่า เมื่อพิจารณาหนังสือฉบับดังกล่าว ก็ไม่ใช่ขอให้ประธาน กทช.วินิจฉัยปัญหาการปฏิบัติตามระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนประจำปี พ.ศ.2550 แต่เป็นเพียงหนังสือขอความเห็นชอบจากประธาน กทช. ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.เท่านั้น
“เมื่อพิเคราะห์ถึงตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบและพฤติการณ์ของนายประเสริฐแล้วเห็นว่า การกระทำของนายประเสริฐเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานจงใจปฏิบัติหน้าที่มิชอบเพื่อให้ผู้อื่นได้ผลประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ตามข้อ 48 วรรคสี่ และข้อ 49 วรรคสอง ของระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2555 และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ 57 วรรคสอง ของระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2555 ตามที่ถูกกล่าวหาจริง” คำพิพากษาระบุ
คำพิพากษายังระบุอีกว่า เลขาธิการ กสทช.ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงมีอำนาจสั่งลงโทษไล่ออก หรือปลดออกได้ แม้จะได้ความว่านางสาวนนทรีได้นำเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 ที่ได้รับไปแล้วมาคืน แต่ก็เป็นการคืนเพราะนายประเสริฐแจ้งให้นำมาคืน การกระทำดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นการกระทำของนายประเสริฐที่สำนึกผิดในผลของการกระทำแต่ประการใด จึงไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษให้นายประเสริฐได้
ศาลปกครองสูงสุดยังพิพากษาว่า คำสั่งของสำนักงาน กสทช.ที่ 210/2559 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ลงโทษไล่นายประเสริฐออกจากงานจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ในประเด็นนี้จึงฟังขึ้น
คำพิพากษาระบุตอนท้ายว่า การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงาน กสทช.ที่ 210/2559 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ลงโทษไล่นายประเสริฐออกจากงานและเพิกถอนคำวินิจฉัยของประธาน กสทช.ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2559 ที่มีคำสั่งไม่รับคำอุทธรณ์ของนายประเสริฐไว้พิจารณา โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว และมีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎ หรือคำสั่งทางปกครอง ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 ของนายประเสริฐไว้พิจารณานั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐยื่นขอลาออกจากตำแหน่งรองเลขาฯกสทช. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 จากนั้นลงสมัครคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กตป.) และวุฒิสภาเห็นชอบนายประเสริฐเป็น กตป.เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556
ต่อมาเกิดเหตุรัฐประหารปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามในคำสั่งฉบับที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ให้ระงับการปฏิบัติราชการในตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราว และไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งประจำสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 สำนักงาน กสทช.มีคำสั่งลงโทษไล่นายประเสริฐออกจากตำแหน่งรองเลขาฯกสทช. และมีผลให้นายประเสริฐต้องพ้นจากตำแหน่ง กตป.
จากนั้นเมื่อเดือนมกราคม 2566 นายประเสริฐแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าเป็นหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พร้อมกับประกาศนโยบายการปราบโกง คืนความเป็นธรรมให้สังคม
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช.แจ้งว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีนายประเสริฐครั้งนี้อาจส่งผลต่อการพิจารณาถอดถอนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่นายประเสริฐได้รับในขณะดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. ขณะที่สำนักงาน กกต.อาจต้องพิจารณาสถานะของนายประเสริฐ ในฐานะหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยด้วย

