รวบอดีตครูชาวอังกฤษ โรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต พรากผู้เยาว์ น.ร.วัย 16 ตร.จับได้ที่บ้านเมีย

31.01.24 | 14:03 น.

สตม.แถลง 3 คดีใหญ่ รวบอดีตครูชาวอังกฤษ พรากผู้เยาว์ น.ร.วัย 16-จับผู้สั่งการเครือข่ายลักลอบขนชาวบังกลาเทศข้ามแดนผิด กม.-จับหนุ่มซีเรีย สาวอียิปต์ อยู่ไทยเกินกำหนด


เมื่อวันที่ 31 มกราคม ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. รวมทั้ง พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ได้สั่งการให้ สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.3, พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

Advertisement

1. สตม.จับหนุ่มเมืองผู้ดีหื่น ก่อคดีพรากผู้เยาว์ไปกระทำอนาจาร

บก.สส.สตม.จับกุม นายไทเลอร์ (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี สัญชาติอังกฤษ ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.21/2567 ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมาย จับกุมได้ที่ ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พฤติการณ์คือระหว่างปี พ.ศ.2557-2558 นายไทเลอร์เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และได้ไปเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ระหว่างที่เป็นครูนั้นนายไทเลอร์ได้ก่อเหตุพาเด็กนักเรียนหญิงต่างชาติ อายุ 16 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติแห่งนั้นไปกระทำอนาจารที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 เวลากลางคืน เมื่อผู้ปกครองของเด็กหญิงและโรงเรียนทราบเรื่อง โรงเรียนจึงได้สอบสวนและได้ยกเลิกสัญญาจ้างการเป็นครูของนายไทเลอร์

ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีนั้น ผู้ปกครองของเด็กหญิงขอให้บุตรสาวของตนได้เรียนหนังสือในประเทศไทยให้จบก่อน เมื่อบุตรสาวเรียนจบ ผู้ปกครองจึงได้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ฉลองเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายไทเลอร์ พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ขออนุมัติศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับนายไทเลอร์ ซึ่งศาลจังหวัดภูเก็ตได้ออกหมายจับที่ จ.21/2567 ลงวันที่ 12 มกราคม 2567 ให้จับกุมนายไทเลอร์ ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุสมควรเพื่อการอนาจาร

หลังจากตรวจพบว่านายไทเลอร์เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับกระทำความผิดฐานดังกล่าว พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุมนายไทเลอร์

จากการสืบสวนทราบว่า หลังจากก่อเหตุนายไทเลอร์ได้ไปพักอาศัยอยู่กับภรรยา ซึ่งเป็นหญิงไทยที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นต้นมา จึงได้จัดกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อสืบสวนติดตามจับกุม เมื่อพบนายไทเลอร์จึงแสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2. สตม.ขยายผล รวบผู้สั่งการเครือข่ายขบวนการลักลอบขนบังกลาเทศข้ามแดนผิดกฎหมาย

กก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกับ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ และ สภ.ห้วยยาง จับกุม นายประยน (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.8/2567 ลงวันที่ 15 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้คนต่างด้าวรอดพ้นจากการจับกุม” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย จับกุมได้ที่หน้าบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แขวงและเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ

​พฤติการณ์คือเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 20.00 น. ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้สนธิกำลังจับกุม นายสุริน (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี สัญชาติไทย ในความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้คนต่างด้าวรอดพ้นจากการจับกุม”และจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศ 30 คน ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมยึดรถกระบะยี่ห้ออีซูซุดีแมคซ์ สีขาว ต่อเติมหลังคาขนส่งตู้ทึบ 1 คัน นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการที่ กก.3 บก.สส.สตม.ร่วมกับ ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์สืบสวนขยายผลขบวนการเครือข่ายที่เกี่ยวข้องพบว่านายประยนมีส่วนร่วมในขบวนการขนคนต่างด้าวข้ามแดนในคดีดังกล่าว โดยทำหน้าที่เป็นผู้สั่งการ พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยางจึงขออนุมัติต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้ออกหมายจับนายประยนในความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายเพื่อให้คนต่างด้าวรอดพ้นจากการจับกุม”

กก.สส.บก.ตม.3 ได้สืบสวนจนทราบว่านายประยนพักในเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ จึงได้วางแผนเฝ้าติดตามจับกุม จนกระทั่งพบนายประยนยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านพัก จึงเข้าแสดงตัวทำการจับกุม จากการสืบสวนขยายผลพบแชตการพูดคุยเรื่องจำนวนคนต่างด้าวและเส้นทางการขนคนต่างด้าว

นายประยนรับว่า ในช่วงแรกได้เปิดบริษัทขนส่ง มีรถกระบะขนส่ง (ตู้ทึบ) เพื่อวิ่งส่งของ แต่ภายหลังเห็นว่าถ้ามารับวิ่งงานสีเทาจะได้ค่าจ้างมากกว่าวิ่งส่งของมาก จึงหันมารับงานขนคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง ซึ่งจะได้ค่าจ้างรายละประมาณ 2,500 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วตนจะได้รับอยู่ที่ประมาณหัวละ 1,500 บาท โดยในคดีที่ถูกจับครั้งนี้ได้ส่งต่องานให้นายสุรินเป็นผู้ขับรถขนส่งคนต่างด้าวจนถูกจับกุมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และรถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ สีขาว ที่ถูกตรวจยึดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 ผู้ครอบครองเป็นญาติของตนเอง

นายประยนระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยถูกจับในความผิดมียาเสพติดอยู่ภายในรถขนส่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 จึงนำตัวนายประยนส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยยางดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

3.สตม.รวบหนุ่มซีเรียสุดแสบ ลอบอยู่เกินกว่า 6 ปี ขุดประวัติย้อนหลังพบคดีอุกฉกรรจ์เพียบ ขยายผลจับหญิงชาวอียิปต์ OVERSTAY

กก.สืบสวน.บก.ตม.1 จับกุม นายอัดนัน (นามสมมุติ) อายุ 43 ปี สัญชาติซีเรีย และ น.ส.ซาบีร์ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี สัญชาติอียิปต์ โดยกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมาย จับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพฯ

พฤติการณ์คือ กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับข้อมูลจากสายข่าวในพื้นที่ว่าที่บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย มีคนต่างด้าวคล้ายชาวอาหรับมักจะเดินเตร็ดเตร่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ

เมื่อไปถึงได้ทำการเฝ้าสังเกตการณ์จนกระทั่งพบบุคคลเป้าหมายเข้าพักที่ห้องของโรงแรมดังกล่าว จึงได้ติดต่อผู้จัดการโรงแรมขอเข้าตรวจสอบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการเคาะห้อง น.ส.ซาบีร์ได้เปิดประตู เมื่อพบเจ้าหน้าที่มีอาการตกใจและพยายามจะหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง

น.ส.ซาบีร์ไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ดูได้ แต่จากการตรวจสอบกล่องพัสดุภายในห้องจึงทราบชื่อ น.ส.ซาบีร์ และเมื่อตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ น.ส.ซาบีร์สิ้นสุดแล้วเป็นเวลา 1,526 วัน

ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งที่อยู่ด้านล่างโรงแรมสังเกตเห็นชายลักษณะคล้ายชาวอาหรับมายืนสังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่มีท่าทีพิรุธ จึงได้ขอตรวจสอบหนังสือเดินทางผลการตรวจสอบพบว่าชายคนดังกล่าว คือ นายอัดนัน ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดแล้วเป็นเวลา 2,451 วัน

นอกจากนี้ จากการสืบสวนเชิงลึกยังพบว่านายอัดนันคือบุคคลซึ่งเคยถูกจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และค้าประเวณีหญิงสาวชาว Morocco โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อปี พ.ศ.2560 และยังเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในคดีร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน และคดีทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจในพื้นที่นานาและสุขุมวิทรวมหลายคดี ซึ่งคดีดังกล่าวบางคดีอยู่ในระหว่างรอนัดสืบพยานจากศาล

อย่างไรก็ตาม ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบว่านายอัดนันได้ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราเพื่อต่อสู้คดีแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งสองคนว่าเป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบข้อมูลการติดต่อกันระหว่างนายอัดนันกับ น.ส.ซาบีร์ รวมถึงหญิงชาวไทยอีกรายหนึ่ง เชื่อว่าทั้งหมดมีความเชื่อมโยง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ขยายผลต่อไปว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นความผิดในฐานอื่นๆ อีกหรือไม่