สธ.แถลงผล 30 บาทรักษาทุกที่ “ร้อยเอ็ด” ปลื้มปชช.ลงทะเบียนกว่า 75%

31.01.24 | 15:08 น.

สธ.แถลงผล 30 บาทรักษาทุกที่ “ร้อยเอ็ด” ปลื้มปชช.ลงทะเบียนกว่า 75% พึงพอใจเต็มร้อย สสจ.จ่อชวนเอกชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้นมื่

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ โรงพยาบาล (รพ.) ร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ฝ่ายการเมือง พร้อมด้วย นพ.สุรเดชช ชวะเดช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ร้อยเอ็ด และ นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการ รพ.ร้อยเอ็ด แถลงติดตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว จ.ร้อยเอ็ด หลังคิกออฟเมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา

น.ส.ตรีชฎากล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้มีการติดตามการใช้บริการประชาชนของนโยบายดังกล่าวใน 4 จังหวัดนำร่อง ก่อนที่จะมีการขยายผลไปอีก 8 จังหวัดใน มี.ค. และอีก 20 จังหวัดใน เม.ย. และจะครอบคลุมทั้งประเทศภายในปี 2567 การลงพื้นที่ร้อยเอ็ดในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกหลังมีการเปิดตัวโครงการ หลังจากนี้จะมีการลงพื้นที่ติดตามนโยบายอีก 3 จังหวัด ได้แก่ แพร่ เพชรบุรี และ นราธิวาส ซึ่งจากการลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด พบว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เป็นนโยบายที่สามารถดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ประชาชนได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลได้ทุกที่ในร้อยเอ็ด โดยไม่ต้องเดินทางมารับบริการใน รพ.ใหญ่ในเมือง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการเดินทางได้มาก และยังสามารถรับยาที่บ้าน โดยการส่งทางไปรษณีย์และ อสม.ไรเดอร์

“สิ่งที่ประชาชนพึงพอใจมากที่สุดนอกจากความสะดวกสบาย จากการสอบถามประชาชนชาวร้อยเอ็ด 100% มีความสบายใจที่รัฐบาลสามารถปลดล็อกปัญหาเรื่องใบส่งตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ โดยประชาชนในจังหวัดร้อยเอ็ดเกือบ 100% มีการลงทะเบียนยืนยันตัวตน Health ID ที่เพียงแค่เสียบบัตรประชาชนที่ตู้คีออสของ รพ.ทุกแห่งในร้อยเอ็ด แพทย์ พยาบาลก็สามารถที่จะเห็นประวัติการรักษา ทำให้สามารถทำการรักษาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น” น.ส.ตรีชฎากล่าว

น.ส.ตรีชฎากล่าวต่อว่า ขณะนี้ร้อยเอ็ดสามารถเชื่อมโยงข้อมูล PHR ครบทุกแห่งในเครือข่ายสุขภาพ ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์, สมุดสุขภาพ ในระบบ MOPH Data Hub ของประชาชนได้ครบ 100% และมีประชาชนลงทะเบียนยืนยันตัวตน Health ID ผ่านแอพพลิเคชันหมอพร้อมแล้ว 604,268 คน จากประชากรเป้าหมาย 800,000 คน คิดเป็นร้อยละ 75.53 ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ของร้อยเอ็ด สสจ.ร้อยเอ็ด ดำเนินการให้บุคลากรผู้ให้บริการ ยืนยันตัวตนเป็นผู้ให้บริการ Provider ID แล้ว 3,379 คน รวมทั้งมีหน่วยบริการ รพ. คลินิกเวชกรรม ร้านยา ที่มีลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แล้ว 35 แห่ง ประกอบด้วย แพทย์ 190 คน ทันตแพทย์ 86 คน เภสัชกร 176 คน เทคนิคการแพทย์ 120 คน และมีการออกใบรับรองแพทย์แบบออนไลน์แล้ว 257 ใบ

Advertisement

“การรับบริการมีชาวร้อยเอ็ด ได้ใช้บริการตรวจรักษาภายใต้นโยบายนี้แล้ว 55,244 ราย จำนวนรับบริการ 70,767 ครั้ง จัดส่งยาที่บ้านโดย Health Rider ส่วนใหญ่เป็น อสม.แล้ว 709 ครั้ง ร้อยเอ็ดกำลังเร่งเดินหน้าให้มีการจัดส่งยาโดย Health Rider ให้ครบ 100% จากที่ดำเนินการในปัจจุบัน 15 รพ.จาก 20 รพ. หรือคิดเป็น 75% ส่วนปัญหาอุปสรรคที่พบส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ โดยร้อยเอ็ดจะเร่งดำเนินการให้ประชาชนที่มีสมาร์ทโฟนทุกรายดาวน์โหลดแอปฯ หมอพร้อม เพื่อเชื่อมต่อการเข้ารับบริการกับสถานบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น พร้อมจัดทำระบบการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย” น.ส.ตรีชฎากล่าว

น.ส.ตรีชฎากล่าวต่อว่า ส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคเล็กน้อย ร้อยเอ็ดได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการ (War Room) ติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย 30 รักษาทุกที่ฯ โดยให้มีศูนย์บริการประชาชน 24 คู่สาย เพื่อรับรายงานปัญหา/เรื่องร้องเรียน ให้คำแนะนำเกี่ยวกับนโยบาย จัดตั้งจุดรับเรื่องร้องเรียน กรณีเกิดปัญหาการเข้าใช้บริการมี Call Center 24 ชั่วโมง รัฐบาลและ สธ.ขอให้ประชาชนอีกหลายๆ พื้นที่อดใจรอ จะพัฒนาและขยายการบริการให้ประชาชนใช้บริการ 30 บาทรักษาทุกที่ทั้งประเทศภายได้สิ้นปี 2567 อย่างแน่นอน

ขณะที่ นพ.สุรเดชช กล่าวว่า สสจ.ร้อยเอ็ดควบคุมมาตรฐานและนำหน่วยบริการเข้าสู่โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ มี รพ.รัฐ 20 แห่ง คือ รพ.ร้อยเอ็ด และรพ.ชุมชน 19 แห่ง, รพ.ค่ายสังกัดกลาโหม, รพ.สต. 229 แห่งที่ถ่ายโอน อบจ.แล้ว ศูนย์บริการสุขภาพชุมชุนของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 2 แห่ง และรพ.เอกชน 1 แห่ง คือ รพ.กรุงเทพจุรีเวช ส่วนหน่วยบริการนวัตกรรม เช่น คลินิกเวชกรรมทั้งหมด 607 แห่งทั้งจังหวัด เข้าร่วม 253 แห่งกระจายทุกอำเภอ คลินิกทันตกรรม 31 แห่ง โดยมีแผนเชิญชวนให้หน่วยเอกชน ทั้งคลินิกเอกชน คลินิกทันตกรรม ร้านขายยา คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกการแพทย์แผนไทย คลินิกเทคนิคการแพทย์ที่มี 6 แห่งในร้อยเอ็ด เข้าร่วมบริการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการตอบสนองว่า 30 บาทรักษาทุกที่ได้จริงๆ ทั้งนี้ จะมีการทำอินโฟกราฟิกและคิวอาร์โคดที่สามารถสแกนแล้วเห็นรายชื่อว่า คลินิก ร้านขายยา คลินิกพยาบาล คลินิกกายภาพแห่งไหนที่พร้อมให้บริการ หรือในแอปฯ หมอพร้อมก็มีปุ่มให้กดดูว่าหน่วยบริการใดเข้าร่วม 30 บาทรักษาทุกที่ฯ

“ร้อยเอ็ดมีการวางแผนร่วมผู้ว่าราชการจังหวัดและนายก อบจ.ที่ดูแล รพ.สต. จะเพิ่มสมาร์ท อสม.ให้ลงไปหาประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน Health ID เช่น กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปีที่ยังไม่มีบัตรประชาชน กลุ่มผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ ที่อาจยังไม่เข้าถึงสมาร์ทโฟน ซึ่งการจะให้พี่น้องเข้าถึงมากที่สุดจะเกิดประโยชน์ นอกจากข้อมูลใน รพ.รัฐแล้ว ข้อมูลจากคลินิกเอกชน รพ.เอกชน ร้านขายยา จะเพิ่มความสะดวกสบายประชาชน อย่างเรื่องแพ้ยา โรคประจำตัวก็จะรู้ครบ ทางหมอเองก็สบายใจ เพราะเมื่อก่อนอาจจะต้องงมหรือถามญาติพี่น้องว่า มีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ แพ้ยาอะไรหรือไม่ แต่นี่เชื่อมข้อมูลจะเห็นหมด เราจะมีการขับเคลื่อนเก็บตกลงทะเบียน Health ID ต่อไป” นพ.สุรเดชชกล่าว

ด้าน นพ.ชาญชัยกล่าวว่า นโยบายนี้มีความสำคัญตรงที่ประชาชนต้องได้รับสิทธิ คือ ไปที่ไหนใช้สิทธิได้ ไม่ว่าคลินิก ร้านขายยา ส่วน รพ.เท่าที่ดำเนินการเกือบ 1 เดือน พบว่า มีประชาชนเข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เทียบแล้วคือประมาณ 200 คน/วัน ซึ่งเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพฯ ถือว่าไม่มาก แต่เพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน และไม่เป็นภาระของบุคลากรทางการแพทย์มากนัก ซึ่งในความคิดตน ถ้ามีคลินิกและร้านยาให้บริการ คนไข้อาจไปที่นั่นมากขึ้น และ รพ.มีคนไข้ลดลงเพื่อลดความแออัด แต่ช่วงนี้ระยะแรกอาจมีผลการดำเนินงานว่า รพ.มีคนไข้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้เดือดร้อนอะไร หรือโครงการนี้หลายคนเป็นห่วงว่าใช้ได้ทุกที่ ประชาชนตามหัวเมือง อำเภอต่างๆ จะแห่เข้ามา รพ.จังหวัด ก็พิสูจน์ว่าไม่มากขึ้นเท่าไร ไม่เป็นที่น่ากังวล

“ส่วนการให้บริการดูแลคนไข้ ก็ไม่ใช่พวกโรคอย่างไข้หวัดเล็กน้อยแล้วข้ามเขตมาจากอำเภอไกลๆ ดูแล้วก็เป็นอาการที่สมควรมา รพ.จังหวัด ทำให้เราตอบได้ว่า โครงการนี้ไม่ได้ทำให้คนใช้บริการสาธารณสุขมากเกินจริง หรือผิดไปจากระบบสุขภาพที่อยากให้มีหมอใกล้บ้านใกล้ใจ เพราะประชาชนเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ได้สถานีอนามัยหรือ รพ.สต.ดูแลก่อน เมื่อไรเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นหรือต้องหาหมอก็ไปใช้ รพ.ชุมชนที่เรามีทุกอำเภอ ใครที่เจ็บป่วยมากขึ้นก็มา รพ.จังหวัด ยังเป็นไปตามระบบเดิม และไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาระบบสุขภาพของประเทศไทยแต่อย่างใด” นพ.ชาญชัยกล่าว