ประหารชีวิตหนุ่มโหดฆ่าชิงทรัพย์สาวขอนแก่นริมถนนเลี่ยงเมืองพิษณุโลก

25.01.17 | 16:05 น.

 

วันที่ 25 มกราคม 2560 เวลา 09.00 น. ที่บัลลังก์ 3 ศาลจังหวัดพิษณุโลก นายวโรดม ศิริมณีธรรม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพิษณุโลก ได้อ่านคำพิพากษา คดีอาญาดำ 1187/59 คดีอาญาแดง 116/60 ผู้ต้องหา นายวิโรจน์ เกิดช้าง อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 106 หมู่ 18 ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ข้อหา “ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” โดยก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ นางเกษร ชาปาน อายุ 31 ปี บริเวณริมถนนสายเลี่ยงเมือง สี่แยกอินโดจีน – บึงพระ หมู่ 6 ต.วังพิกุล อ.วังทอง จ.พิษณุโลก เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา และถูกตำรวจ สภ.วังทอง ตามจับกุมได้ขณะหลบหนีไปที่บ้านพักที่ อ.นครไทย เมื่อ 12 มิถุนายน 2559

ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบ มาตรา 340 ตรี,288 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือ พาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นกฏหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากมาตรา 399 วรรคท้าย มีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจลงโทษให้หนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ได้อีก ให้ลงโทษประหารชีวิต เมื่อพิเคราะห์คดีแล้ว เห็นว่าไม่มีเหตุลดโทษให้จำเลยตามกฎหมาย เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 999/2558 ของศาลนี้ บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้อีก ให้ยกคำขอในส่วนนี้ แต่ให้ริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กข 1772 พิษณุโลก ของกลาง กับให้จำเลยคืนเงิน 3,780 บาทแก่ทายาทผู้ตาย และชำระค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 129,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2559

รายงานระบุว่า การอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ เป็นการลงโทษสถานหนัก ที่ไม่มีการลดโทษให้ แม้ว่าจำเลยจะรับสารภาพก็ตาม เนื่องจากเห็นว่า จำเลยวางแผน และฉวยโอกาสลงมือกระทำผิดต่อผู้ตายซึ่งเป็นหญิงในสถานที่มืดและเปลี่ยวในเวลากลางคืน ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อหวังชิงทรัพย์ ทั้งยังลงมือฆ่าผู้ตายเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน เป็นการกระทำที่อุกอาจและเป็นภัยต่อบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง และจำเลย กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายครั้งหลายหน ในการกระทำความผิดของจำเลย ในความผิดต่อพระราชกำหนดการใช้สารระเหยและความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ โดยมีประวัติการกระทำความผิดที่ร้ายแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 999/2558 ของศาลนี้ ศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่จำเลยหาได้มีความสำนึกไม่ และยังกลับมากระทำความผิดร้ายแรงในคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลย ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือ ความเกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ ที่จะได้รับตามกฎหมาย จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานหนัก และแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อพิจารณาถึงพยานหลักฐานโจทก์ ที่สามารถรับฟังได้อย่างหนักแน่น โดยปราศจากข้อสงสัยอยู่ในตัวเอง เนื่องจากมีการพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และพบทรัพย์สินของผู้ตายที่บ้านของจำเลย คำสารภาพของจำเลย จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา หลังเกิดเหตุจำเลยยังไม่เคยชดใช้เยียวยาหรือบรรเทาผลร้ายแรงแห่งความผิดที่ตนได้ก่อขึ้น กรณีน่าเชื่อว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลย มิได้มาจากความสำนึกในการกระทำความผิด หรือ ลุแก่โทษ แต่ได้ให้การรับสารภาพเนื่องจากจำนนต่อพยานหลักฐาน และหวังผลประโยชน์ ในทางคดีของฝ่ายจำเลยเท่านั้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะลดโทษให้จำเลยตามกฏหมาย

 

Advertisement