เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการปราบปราม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำรายชื่อของข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 2 ราย มามอบให้กับพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก)โดยทั้ง 2 รายให้ข้อมูลการทุจริตโครงการต่าง ๆ ในกรมการข้าวและกรมฝนหลวงให้กับนายเอกลักษณ์ วารีชล หรือ อาจารย์เอก ปากน้ำ ผู้ร่วมขบวนการรีดทรัพย์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ของนายศรีสุวรรณ จรรยา
นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า รายเเรกนั้นเป็นเพื่อนสนิทของนายเอกลักษณ์ มีชื่อเล่นว่าโอ ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกรมการข้าว อยู่ระหว่างถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่ไม่ขอระบุว่าถูกตรวจสอบเรื่องอะไร ซึ่งตนเองมีหลักฐานว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับนายเอกลักษณ์ ในการให้ข้อมูลเรื่องการทุจริตภายในกรมการข้าว พร้อมนำแชตไลน์หลักฐานการเจรจาระหว่างการแลกเปลี่ยนข้อมูลในกรมฝนหลวงมาให้กับสื่อมวลชนดู
อีกรายหนึ่งคือ นาย ก.เป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังรัฐมนตรีรายหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่ไม่ใช่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.กระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่ชงข้อมูลกรมฝนหลวงให้ขบวนการดังกล่าวนำไปร้องเรียนที่คณะกรรมาธิการต่างๆ โดยต้องการให้พล.ต.ต จรูญเกียรติ เชิญทั้งสองคนมาให้ข้อมูลในฐานะพยานแต่เชื่อว่าทั้งสองจะยินดีให้ความร่วมมือ แต่ทั้งคู่จะมีส่วนร่วมในขบวนการดังกล่าวหรือไม่ ไม่ขอ ก้าวล่วงแต่มองว่าหากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามการทุจริตก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า
นอกจากนี้ ตนยังได้นำข้อมูลการฮั้วประมูลโครงการของภาครัฐตั้งแต่ปี 2557 -2566 มูลค่ากว่า 97,000 ล้านบาท ที่นาย นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก และนายศรีสุวรรณ เคยนำไปร้องเรียนกับคณะกรรมาธิการต่างๆแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของโครงการทุจริตเรื่องเรือดำน้ำ ที่หากข้อมูลชุดนี้เป็นจริงก็มองว่าจะสามารถทำให้มองเห็นขั้นตอน ขบวนการทุจริตการฮั้วประมูลได้อย่างชัดเจนและเชื่อว่าจะนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตมาลงโทษได้ โดยเฉพาะนายบอย ที่เป็นหัวเรือหลักในการ หัวประมูลโครงการต่างๆของรัฐ และคนส่งข้อมูลให้อาจารย์เอกนับว่าเป็นหัวเรือหลักในการฮั้วประมูลโครงการต่างๆของรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างอาคาร 191 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ที่มีความไม่ชอบมาพากล มีข้อมูลว่ามีบุคคลสองกลุ่มในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทางนายยศวริศและนายศรีสุวรรณ จะยื่นเรื่องนี้ให้กับ คณะกรรมาธิการ 2 คณะได้ตรวจสอบแล้ว แต่ภายหลังได้ถอนเรื่องออกไปทั้งสองคณะซึ่งมองว่ากรณีดังกล่าวน่าจะเกิดจากการเจรจากันใต้ดิน และกลุ่มขบวนการดังกล่าวได้ตกลงกันเรื่องผลประโยชน์เรียบร้อยแล้ว
ส่วนกรณีเพลิงไหม้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น มีข้อมูลว่าห้องดังกล่าวเป็นห้องรวบรวมเอกสารของกรมการข้าวและกรมฝนหลวงเอาไว้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงในคดีรีดทรัพย์ของนายศรีสุวรรณ และยังเคยมีหลักฐานที่ระบุว่าหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในขบวนการของนายศรีสุวรรณ ได้ขึ้นไปพบกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ห้องดังกล่าวสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งวัน
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าภายหลังจากเกิดเพลิงไหม้ได้เพียง 15 นาทีก็มี โฆษกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รีบออกมาระบุถึงสาเหตุ ว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรทั้งที่ เจ้าหน้าที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้เข้าพื้นที่และตรวจสอบข้อเท็จจริง และยังมองว่าเวลาที่เกิดเหตุเพลิงไหม้คือเวลา 18:00 น. ตรงนั้นเป็นการจงใจตั้งเวลาหรือไม่
อีกทั้งนายอัจฉริยะ ยังฝากไปถึงนายยศวริศ ว่า ขอบคุณที่ออกมาแถลงข่าวยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องคลิปเสียงและแชตไลน์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวจริง พร้อมแนะนำว่าการยกธูปเทียนพานกล่าวสาบาน ต่อหน้าสื่อมวลชนนั้นไร้ประโยชน์ หากแน่จริงก็ให้ไปสาบานที่วัดหงษ์ จังหวัดบุรีรัมย์ เชื่อ 7 วันเห็นผลนายยศวริศ ตายแน่นอน ตนยินดีช่วยออกค่าใช้จ่ายและพร้อมไปด้วย

