เมื่อวันที่ 27 มกราคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันที่ 52 โดยจัดแบ่งเป็น 4 รอบ คือ 10.00 น.,14.00 น.,17.00 น. และ 19.00 น. รอบละ 11 คณะๆ ละ 50 คน อาทิ สมาคมรถไฟไทย มูลนิธิรางวัลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาการพยาบาล ชมรมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รุ่น 108 มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิชีวิตพัฒนา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะกรรมการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 86 พสกนิกรจากทุกภูมิภาคยังคงเดินทางมาต่อแถวอย่างต่อเนื่อง โดยแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำเรียบร้อยและเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางอากาศร้อนจัด
นางพัชรินทร์ ปิยะพันธ์ อายุ 66 ปี อดีตครูหัวหน้าหมวดภาษาอังกฤษ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เปิดเผยว่า โรงเรียนได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาประจำปีของนักเรียนแต่ละระดับชั้น และให้เลือกตามความสนใจ สำหรับนักเรียนชั้น ม.4 มีสถานที่ให้เลือก คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ซึ่งขณะนี้ในพระบรมมหาราชวังกำลังมีพิธีบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ จึงได้เพิ่มกิจกรรมเข้ากราบสักการะพระศพให้นักเรียนสามารถเลือกได้ด้วย โดยได้จัดรถบัสเดินทางจากโรงเรียนไปยังสถานที่ต่างๆ ออกเดินทางจากโรงเรียน เวลา 05.00 น. ถึงบริเวณท้องสนามหลวงเพื่อเข้าแถว 05.30 น. และทยอยได้เข้าสักการะเวลา 08.00 น.
“หลังจากที่เรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เป็นครูที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามาตลอด 40 กว่าปี ขณะนี้เกษียณอายุแล้ว แต่ยังมาช่วยงานที่โรงเรียนบ้างตามโอกาส ตลอดชีวิตการเป็นครูก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และได้น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาใช้ในชีวิตประจำวัน พออยู่ พอกิน และไม่ก่อหนี้ เมื่อไม่มีหนี้ก็ไม่ลำบาก เป็นหลักการที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” นางพัชรินทร์กล่าว

นายพีรวิชญ์ ศรีเจริญชัย อายุ 15 ปี ชั้น ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กล่าวว่า ได้เลือกมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แทนการเดินทางไปสถานที่อื่น เนื่องจากเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะเดินทางมากราบสักการะ แต่ยังไม่ได้มาสักที เมื่อทางโรงเรียนจัดกิจกรรมจึงตั้งใจเลือกกิจกรรมนี้ เพราะเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต
“ในหลวง ร.9 ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงงานอย่างหนัก เพื่อพัฒนาประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยตลอด 70 ปี พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของประเทศและของโลก สะท้อนจากพระราชดำรัสและโครงการตามพระราชดำริที่เกิดขึ้น ฉะนั้นการที่พระองค์เสด็จสวรรคตถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยและของโลก” นายพีรวิชญ์กล่าว

นายพชร กีรติสุทธิสาธร อายุ 16 ปี กล่าวว่า เรียนรู้พระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ ทั้งจากโรงเรียนและจากคำบอกเล่าของพ่อแม่ ทำให้ทราบว่าพระองค์ทรงงานหนัก เสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน ซึ่งตนซาบซึ้งใจอย่างมาก และได้น้อมนำหลักความพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการใช้จ่ายประหยัด และเก็บออม
นายศุภณัฐ โสภณมณี อายุ 16 ปี กล่าวว่า ตนเป็นคนชุมพร ตั้งแต่เล็กๆ พ่อกับแม่ได้มีการบอกเล่าเรื่องราวของในหลวงร.9 ให้ฟังอยู่เสมอ เหตุการณ์ที่ประทับใจมากที่สุด คือ ช่วงปี 2540 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ชุมพร ซึ่งแถวบ้านของตนก็ถูกน้ำท่วมด้วย ซึ่งในหลวง ร.9 ได้ทรงห่วงใยและมีพระกรุณาให้สร้างแก้มลิงพร้อมทั้งประตูระบายน้ำขึ้น ทำให้แม้ว่าจะฝนตกหนักน้ำก็ไม่ท่วมชุมพรอีก
ขณะที่ นายประเสริฐ คงเรือง ชาว อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง กล่าวว่า ได้เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ พร้อมภรรยา นางสุภาลักษณ์ คงเรือง และลูกสาว ด.ญ.ปพิชญา-ด.ญ.ปภาดา คงเรือง ชั้นม.1 และป.3 โรงเรียนวัดทุ่งยาว ครั้งนี้เป็นครั้งที่2 ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ใช้เวลารอนานกว่า 9 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้ถือว่าโชคดีที่มากันทั้งครอบครัวใช้เวลารอเพียงกว่า 2 ชั่วโมงเท่านั้นก็ได้เข้ากราบ ลูกสาวตื่นเต้นดีใจมากที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ และตั้งใจว่าอยากจะมากราบอีกในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ เพราะด้วยความรักที่มีต่อพระองค์ ที่ทรงงานช่วยเหลือพสกนิกรทุกหมู่เหล่า
“จำได้ว่าพระองค์เคยเสด็จฯ ไปยังวัดดอนศาลา อ.ควนขนุน หลายครั้ง เพราะพระองค์ทรงนับถือพระเกจิที่เป็นที่นับของชาวใต้ พระอาจารย์นำ ชินวโร (นำ แก้วจันทร์) ซึ่งเมื่อท่านมรณภาพ ในวันพระราชทานเพลิงศพก็เสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง จากนั้นก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปเยี่ยมเยียนประชาชนต่อ ตอนนี้ยังจำเสียงเฮลิคอปเตอร์ได้ขึ้นใจ ยังคิดว่าเมื่อก่อนถนนหนทางลำบาก ถิ่นทุรกันดารพระองค์ยังเสด็จฯไปไม่เคยขาด ขณะเดียวกันจังหวัดพัทลุงเมื่อฝนตกหนักลงมาเมื่อไหร่ก็จะท่วมทุกครั้งเหมือนเช่นตอนนี้”
“แต่ก็จะได้รับความช่วยเหลือและพระเมตตาจากพระองค์เสมอ จากถุงยังชีพพระราชทาน ตัวแทนองค์กรต่างๆ มาช่วยดูความเป็นอยู่ รวมถึงเมื่อพระองค์ทรงเห็นปัญหาน้ำท่วมจึงได้มีพระราชดำริจัดสร้างห้วยน้ำใสไว้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำไม่ให้ไปท่วมใน จ.นครศรีธรรมราช และเป็นแหล่งน้ำจืดไว้ดันน้ำเค็มที่ อ.ปากพนัง เพื่อไม่ให้น้ำเค็มมาทำลายสัตว์น้ำและพื้นที่การเกษตร ยังผลให้ทำประมงและปลูกพืชผลได้ดี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรเป็นล้นพ้น นอกจากนี้พวกเราเป็นข้าราชการ เป็นข้าในพระองค์ก็ได้ตั้งจิตจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เป็นข้ารับใช้ และเป็นส่วนหนึ่งในการได้เป็นตัวแทนของพระองค์ได้ช่วยเหลือประชาชนต่อไป” นายประเสริฐกล่าว

ด้าน ลูกสาว ด.ญ.ปพิชญา กล่าวว่า รักในหลวงที่พระองค์ทรงงานหนัก โดยเห็นจากข่าวในพระราชสำนัก การบอกกล่าวของคุณพ่อคุณแม่ การสอนของคุณครูที่โรงเรียน รวมถึงคลิปพระราชกรณียกิจต่างๆ นอกจากนี้ได้เล่นดนตรี (เปียโน) มาตั้งแต่อยู่ชั้นป.1 จึงมีพระองค์เป็นต้นแบบของการฝึกฝนและความอดทน ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสฝึกเล่นเพลงพระราชนิพนธ์ใกล้รุ่ง ซึ่งตั้งใจว่าอยากจะฝึกหัดเล่นให้ดีและฝึกเล่นเพลงพระราชนิพนธ์อื่นๆ ต่อไป
ขณะที่ เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูสรีสุนทร ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นประตูทางออกของพสกนิกรหลังกราบสักการะพระบรมศพ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นมื้อเช้าเวลา 07.00 น. ข้าวไก่กระเทียม 1,500 จาน ซาลาเปา 2,000 ลูก นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน 11.00 น. ข้าวราดขาหมูน้ำแดง 1,500 กล่อง ข้าวราดไก่ทอดซอสเกาหลี 1,500 กล่อง มื้อบ่าย 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง เฉาก๊วย 1,000 ถุง มื้อเย็น 18.00 น. ไก่ผัดกระเทียมพริกไทย 1,500 จาน หมูผัดพริกแกงถั่ว 1,500 จาน และมีน้ำสมุนไพร 700 ลิตร พร้อมน้ำดื่มให้บริการตลอดทั้งวัน

