เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำกระท่อมภายในซอยหัวหมาก 13 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ หลัง พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส. (กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี) นำกำลังบุกทลาย จับ 2 คนงานชาวเมียนมา
จากการตรวจพบในโรงงานมีสภาพค่อนข้างสกปรก โดยเฉพาะบริเวณที่ต้มน้ำและบรรจุขวด ถังเก็บน้ำกระท่อมเป็นถังน้ำแข็งเก่าผ่านการใช้งานมานาน มีใบกระท่อมสดอยู่ในถุงมัดปากเอาไว้กองรวมบนพื้น บริเวณที่ขยี้ใบเตรียมวัตถุดิบก็มีสภาพไม่ต่างกัน หม้อต้มยังคงพบน้ำใบกระท่อมถูกต้มทิ้งไว้แมลงสาบโผล่วิ่งกันไปทั่ว
สำหรับของกลางมีน้ำกระท่อมต้มบรรจุขวดพร้อมจำหน่าย 543 ขวด ขวดเปล่าพร้อมฝา 32,616 ขวด ใบกระท่อม 305 กก. และอุปกรณ์การต้มมีถังแก๊ส 10 ถัง หัวแก๊ส 12 หัว หม้อสำหรับใช้ต้มน้ำกระท่อม 10 หม้อ และตราชั่ง 2 เครื่อง จากการขยายผลพบว่าใบกระท่อมซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ถูกส่งมาจากหลายพื้นที่ทั้งในพื้นที่มีนบุรี, นครปฐม, ฉะเชิงเทรา สำหรับโรงงานแห่งนี้พบว่ามีการลักลอบต้มน้ำกระท่อมจำหน่ายมานานกว่า 1 ปีแล้ว โดยจะมีพ่อค้ารายย่อยเข้ามารับไปจำหน่าย และมีการจัดส่งไปยังร้าน จำหน่ายน้ำกระท่อมรายย่อย ในพื้นที่โซน หัวหมาก รามคำแหง หนองจอก และมีนบุรี มีกำลังการผลิตวันละ 1,000 ขวด ราคา 35 บาท
ด้าน พ.ต.อ.ศานติเปิดเผยว่า การเข้าตรวจค้นโรงงานผลิตน้ำกระท่อมครั้งนี้เป็นการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากการแกะรอยร้านขายน้ำกระท่อมริมถนนในพื้นที่หัวหมาก และรามคำแหง จนว่ามีต้นทางมาจากโรงงานแห่งนี้ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการจากควบคุมการลักลอบผลิตน้ำกระท่อมเพื่อจัดจำหน่าย ซึ่งยังถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดปัญหาการนำไปบริโภคในทางที่ผิดโดยเฉพาะการนำน้ำกระท่อมไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด
พ.ต.อ.ศานติกล่าวว่า โรงงานนี้ตั้งมาได้ 1 ปีกว่า เป็นการเช่าโรงงานร้างลักลอบผลิตส่งจำหน่ายให้ร้านค้ารายย่อยริมถนนย่านหัวหมากและรามคำแหง พบว่าผลิตกันทุกวัน วันละ 1,000 ขวด โดยจะแบ่งเป็นรอบๆ รอบเช้า 500 ขวด รอบบ่าย 500 ขวด ผลิตน้ำกระท่อมดิบเป็นหลัก อีกทั้งโรงงานไม่ได้รับมาตรฐานมีสภาพสกปรก หลังจากนี้จะขยายผลว่าเจ้าของโรงงานและผู้ให้เช่ารู้เรื่องหรือมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รวมทั้งขยายผลถึงคนงาน แหล่งที่มาของใบกระท่อม และเส้นทางการเงินต่อไป คนงานพม่ารับทั้งโรงงานมีแค่ 2 คนทำหน้าที่ต้มและบรรจุ ส่วนเจ้าของโรงงานเป็นชาวภาคใต้



พล.ต.ท.สำราญ พร้อมด้วยพล.ต.ท.ธิติ และพล.ต.ต.นพศิลป์ แถลงผลตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่ง ในย่านจังหวัดนนทบุรี จับกุมนายสุทธิชัย อายุ 39 ปี ผู้จัดการบริษัท และนายโกเมน อายุ 46 ปี ผู้ดูแลการผลิต พร้อมของกลางน้ำคราฟโซดาที่มีพืชกระท่อมผสมอยู่ บรรจุอยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท จำนวนประมาณ 30,000 ขวด และอุปกรณ์การผลิต เช่น ถัง keg ภายในบรรจุเครื่องดื่มผสมกระท่อม, หม้อต้มน้ำกระท่อมขนาดใหญ่, เครื่องปิดฝาขวด
การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ดส. สืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมน้ำกระท่อม โดยใช้ชื่อภายใต้แบรนด์หนึ่งซึ่งมีหลายสาขา และหลายท้องที่ ใน กทม.จึงทำการสั่งมาเพื่อตรวจพิสูจน์ ผลตรวจพบว่ามีสารไมทราไจนีน ซึ่งเป็นสารในพืชกระท่อม จึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายค้น โดยเข้าทำการจับกุมผู้ต้องหา และตรวจค้นโรงงาน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จึงทำการเข้าค้นบริษัทผลิตคราฟโซดาแห่งหนึ่ง จังหวัดนนทบุรี จากการตรวจสอบพบตัวนายสุทธิชัย แสดงตัวเป็นเจ้าของบริษัทดังกล่าว และมีนายโกเมน แสดงตัวเป็นผู้ดูแลควบคุมการผลิต
โดยภายในบริษัทดังกล่าวลักษณะเป็นห้อง แบ่งเป็นสัดเป็นส่วน อาทิ สำนักงาน, พื้นที่โล่งสำหรับพักของรอส่ง, ห้องเก็บบรรจุภัณฑ์, ห้องผลิตเครื่องดื่ม, บริเวณพื้นที่นอกไลน์ผลิต, โถงทางเดิน, พื้นที่หน้าห้องล้างอุปกรณ์, ห้องเก็บสินค้าสำเร็จรูป, ทางเดินหน้าห้องเก็บบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของพืชกระท่อมอัดแก๊สบรรจุอยู่ในขวดแก้วสีขุ่น หลายยี่ห้อ หลายรสชาติ พร้อมด้วย อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผลิต, อุปกรณ์บรรจุ และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต รวมถึงสูตรผลิตในสมุดบันทึกเล่มสีที่มีการจดด้วยลายมือ ซึ่งส่วนมากมีส่วนผสมของพืชกระท่อมและกัญชา
จากการสอบถามผู้ต้องหารับว่าทางบริษัท เป็นผู้ผลิตต้มน้ำกระท่อมดังกล่าว เพื่อเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มโซดาคราฟ บางยี่ห้อ ตามคำสั่งซื้อของลูกค้าจริง เบื้องต้นจึงแจ้งข้อหา รวม 4 ข้อหา
พล.ต.ท.สำราญ ยังระบุอีกว่า ในส่วนการดำเนินการต่อจากนี้ได้มีการสั่งการให้มีการขยายผล ตรวจสอบไปยังผู้ที่มีชื่อเสียงต่างๆ ที่อาจจะเข้ามาเป็นส่วนช่วยในการโฆษณาสินค้าเหล่านี้ให้กับประชาชน หรือชักชวนให้มีการซื้อเครื่องดื่มที่มีการผสมน้ำกระท่อม ต้องถูกดำเนินการทางคดีด้วยเช่นกัน ยืนยันว่าการจำหน่ายน้ำกระท่อมในทุกรูปแบบทั้งที่ผสมและไม่ผสม เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายไม่สามารถทำได้ เพราะกฎหมายอนุญาตให้จำหน่ายแค่ตัวใบไม่ให้มีการแปรรูปใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนเคสนี้ที่พบว่ามีใบอนุญาตจาก อย. จากการสืบสวนพบว่าผู้ประกอบการมีการยื่นขออนุญาตทะเบียน อย. อีกสูตรหนึ่ง แต่เมื่อมีการขายจริงกลับมีการผสมโดยไม่มีการใช้สูตรเดิมที่มีการขออนุญาตไว้ ดังนั้นจึงถือว่ามีความผิดในเรื่องของเลขที่ใบอนุญาตด้วยเช่นกัน

