เมื่อวันที่ 27 มกราคม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่ผ่านมา กรณีคนงานซึ่งลงไปทำงานในระบบบำบัดน้ำเสียบริเวณตลาดเอซี ซอยสายไหม 15 จำนวน 4 ราย เกิดหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งที่ผ่านมามีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่อง เช่นในปี 2558 ที่เทศบาลนครภูเก็ต บริษัทรับดูแลระบบบำบัดน้ำเสียให้พนักงานลงไปในท่อน้ำทิ้งหมดสติและเสียชีวิตไป 4 ราย และโครงการรีสอร์ทเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา คนงานลงไปในบ่อสูบน้ำเสียและเสียชีวิต 3 ราย
นายจตุพร กล่าวว่า คพ. ห่วงเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากส่วนประกอบของระบบบำบัดน้ำเสียมีหลายส่วนที่อาจเกิดการสะสมของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษ และส่วนใหญ่เป็นพื้นอับอากาศ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับจ้างดูแลและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียจึงควรให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องทำงานในพื้นที่อับอากาศดังกล่าวให้มีความรู้และความเข้าใจในการปฏิบัติงานในพื้นที่ อับอากาศก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องลงไปดูแลรักษาระบบบ่อและท่อซึ่งเป็นพื้นที่ อับอากาศของระบบบำบัดน้ำเสีย คพ. ขอให้ข้อแนะนำเบื้องต้น ดังนี้ 1.ใช้พัดลมเป่าอากาศสะอาดเพื่อไล่ก๊าซพิษและเติมอากาศไปสู่พื้นที่อับอากาศ 2.ตรวจวัดปริมาณก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ก่อนเข้าไปทำงานและตรวจวัดอย่างต่อเนื่องขณะทำงาน 3.เตรียมหน้ากากกันสารเคมีและถังอากาศช่วยหายใจสำรองขณะลงไปทำงาน 4.ไม่ควรทำงานในพื้นที่อับอากาศเพียงลำพัง 5.จัดอบรมให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจในการทำงานในพื้นที่ อับอากาศพร้อมทั้งฝึกซ้อมการทำงานในพื้นที่อับอากาศและมีก๊าซพิษอยู่เป็นประจำ เป็นต้น
อธิบดีคพ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ทส.โดย คพ. อยู่ในระหว่างการจัดทำกฎกระทรวงผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย ภายใต้มาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเบื้องต้นแล้ว กฎหมายนี้จะเป็นช่องทางหนึ่งซึ่งจะกำหนดให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียจะต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้ความเข้าใจ และผ่านการอบรมในประเด็นดังกล่าว ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วย

