เกินไปไหม! สมาคมสุราฯ คาใจ ให้จิบไวน์นั่งดูรูปตับ-ไต อย่างในซองบุหรี่ ชี้ ขายขี้หน้า ถ้าต้องเสิร์ฟผู้นำโลก
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ร้าน Hop & Hope Craft Beer อาคาร The Quarter ลาดพร้าว ซอย 4 สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการ โรงแรม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นำโดย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ (สมาคมฯ คราฟท์เบียร์) รวมตัวจัดงานเสวนาเพื่อแสดงเจตจำนงคัดค้าน ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ฉลาก พร้อมทั้งข้อความคำเตือน สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตหรือนำเข้า พ.ศ….
โดยกรมควบคุมโรค ได้เปิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศฯ นี้ ตั้งแต่วันที่ 12-29 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์ https:/law.go.th/ ใจความสำคัญของร่างประกาศนี้ คือมีการบังคับให้ต้องปิดรูปภาพและข้อความคำเตือน ที่มีลักษณะเป็นภาพถ่ายแสดงความรุนแรง ลงบนพื้นที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 หรือร้อยละ 50 ของพื้นผิวบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ ขวด และกระป๋อง เช่นเดียวกับกรณีบรรจุภัณฑ์ยาสูบ
ซึ่งเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เห็นตรงกันว่า ร่างประกาศฯ ฉบับนี้ไม่สมเหตุสมผล ไม่สอดคล้อง หรือสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการเร่งผลักดันการฟื้นฟูและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ขัดกับยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ด้านท่องเที่ยวและด้านอาหาร อีกทั้ง จำกัดเสรีภาพของผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคจนเกินสมควร จึงแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดในวงกว้าง รวมถึงเสนอแนวทางในการดำเนินการเพื่อคัดค้านมาตรการดังกล่าวนี้
บรรยากาศเวลา 15.00 น. ตัวแทนเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมพูดคุยถึงข้อเท็จจริง พร้อมแสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศฯดังกล่าว ท่ามกลางผู้ประกอบการ เข้าร่วมรับฟังอย่างล้นหลาม รวมถึง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล

ในตอนหนึ่ง น.ส.เขมิกา รัตนกุล นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) กล่าวถึงรายละเอียดของประกาศดังกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยถูกเสนอมาแล้ว 2 ครั้งในปี ค.ศ.2009 และ 2014 และในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเรื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ก็บอกว่า กฎหมายนี้ร่างเหมือนเดิม แต่เดิมมีให้เลือกแค่ 6 แบบ แต่คราวนี้ที่แตกต่างคือแอดวานซ์ขึ้น มีให้เลือก 10 แบบ และมีข้อความให้เลือกอีก 9 แบบแต่มันมีข้อกังวลจาก WHO ว่าคำเตือนที่มีภาพแบบนี้ ไม่เป็นสากล เพราะเขาใช้สัญลักษณ์กราฟิกเล็กๆ ‘ดื่มไม่ขับ’ และ ‘ท้องไม่ดื่ม’ ซึ่งทางผู้ประกอบการ เราทำตามเพราะเราแอดวานซ์ ศิวิไลซ์ แต่เมื่อต้องติดฉลากเช่นนี้ มันมีความไม่เป็นสากล มันเกินไป
“สุรา จัดว่าเป็นอาหารที่ต้องควบคุม ตาม พ.ร.บ.สุราฯ อาหาร และโคเด็กซ์ องค์การจัดอันดับมาตรฐานอาหาร ฉะนั้นไม่เหมาะสมที่จะกำกับดูแลสิ่งที่เป็นอาหาร เหมือนบุหรี่ ไม่อย่างนั้นขนมก๊อบแก๊บก็ต้องทำด้วย”
น.ส.เขมิกาชี้
น.ส.เขมิกาอธิบายว่า ถ้าเกิดเป็นสุราขวดแก้วทรงเหลี่ยม 10,000 มล. ระบุว่าให้ติดขนาดภาพคำเตือน 50 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ที่ใหญ่สุด คือด้านหลังขวด แต่ถ้าเป็นขวดทรงกลม ให้ติด 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ใครตกเลขคำนวณไม่ได้ เป็นเรื่องเป็นราว โดนปรับตามข้อกฎหมาย
“เมื่อมีประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสุรา ก็ห้ามจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และมีกราฟิกอยู่ 2 อัน เขานึกว่าเราเป็นอัลไซเมอร์ไหม ถึงต้องเตือน 3 รอบ” น.ส.เขมิกากล่าว
เมื่อถามถึงการติดภาพที่ซองบุหรี่ มองว่าทำให้คนสูบบุหรี่ลดลงหรือไม่ น.ส.เขมิกากล่าวว่า เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมามีการปรับเปลี่ยน จาก 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนไม่กลัว จำเป็นต้องเปลี่ยนภาพให้น่ากลัวยิ่งขี้น ในประเด็นการจัดทำกฎหมายที่ดี ยังไม่ต้องมองลงไปถึงแง่ พ.ร.บ. จะต้องมีการประเมินผลกระทบทางกฎหมาย ว่าสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ผู้ประกอบการเกินจำเป็นหรือไม่ และจำกัดสิทธิผู้บริโภค ที่ไม่ได้มองสิ่งศิวิไลซ์ในอาหาร เขาจึงกลับไปทำ RIA (การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายหรือกฎเกณฑ์) ถึง 2 รอบ เพราะสิ่งที่ประจักษ์คืออัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นตลอด” น.ส.เขมิกาเผย

น.ส.เขมิกากล่าวเสริมว่า เรื่องไวน์นำเข้า จริงๆ แล้วภาครัฐก็ภาคภูมิใจในการขึ้นทะเบียนไวน์ กรานมองเต้ (GranMonte) จากเขาใหญ่ เป็นของชูหน้าชูตาประเทศไทย เสิร์ฟผู้นำในการประชุมเอเปค 2022 และเป็นความภูมิใจของกระทรวงพาณิชย์ แต่พอหันหลังขวดกลับมา เราจะขายขี้หน้าแค่ไหน
“รัฐบาลต้องการผลักดัน ดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง นี่อาจจะเป็นศิลปะแอบสแตรกต์ นามธรรมที่เราเข้าไม่ถึง หลายๆ แบรนด์ที่สามารถนำเข้า บางแบรนด์พัฒนามาถึง 200 ปี บางขวดมีตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักหลายแสนบาท แต่เขาจะต้องแยกไลน์การผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าของเขาให้คลาสสิกด้วยตัวเอง
ไม่มีประเทศไหนทำ แต่ไทยจะเป็นประเทศแรกที่ทำ ลองคิดว่าถ้าเราเป็นเจ้าของแบรนด์ ขวดละแสน คงไม่อยากส่งมาไทย มันตัดสินใจได้ง่าย ว่าเมืองไทยไม่ใช่ที่ที่ควรขาย เพราะไม่ศิวิไลซ์ หรือเราต้องกินของหนีภาษีต่อไป” น.ส.เขมิกาตั้งคำถาม

น.ส.เขมิกากล่าวต่อว่า เราเชื่อว่า ประกาศนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เซ็น ในขณะที่ท่านต้องการผลักดันการท่องเที่ยว ให้ไทยเป็น ‘ทัวร์โลก’ เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรูหรา ท่านคงเห็นตรงกันกับเราว่า 1.มันไม่ศิวิไลซ์ 2.เป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด สิ่งที่ควรจะเป็นคือการให้การศึกษาเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์
“เราจะต้องไม่เป็นสังคมดัดจริต ไม่อย่างนั้นเราก็กินผิดอยู่อย่างนั้น เป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด”
น.ส.เขมิการะบุ
ด้าน น.ส.สุวิสุทธิ์ โลหิตนาวี ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไร่องุ่นและผลิตไวน์องุ่น ตัวแทนจากแบรนด์ไวน์ไทยและร้านอาหาร (GRANMONTE) กล่าวว่า เรื่องการออกแบบให้มีความสร้างสรรค์ จริงๆ แล้วกลุ่มลูกค้าของเครื่องดื่มแต่ละประเภท ก็มีความชัดเจน การออกแบบเองก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่ถ้าต้องประกาศแบบนี้ พื้นที่ในการสร้างเอกลักษณ์ของสินค้าก็จะหายไป
“มีแต่อันน่าเกลียด ดูซองบุหรี่เป็นตัวอย่าง ที่ในชีวิตจริงที่ทุกคนได้เห็นแล้ว เราเดินไปร้านที่ไหน ไปดื่มเบียร์ ดื่มไวน์ เจออันนี้ยาวเป็นตับ ไม่เห็นเอกลักษณ์ ไม่เห็นแบรนดิ้งทั้งสิ้น” น.ส.สุวิสุทธิ์ชี้
เมื่อถามถึงมูลของฉลาก ในแง่การเพิ่มมูลค่าให้โปรดักต์?
น.ส.สุวิสุทธิ์กล่าวว่า ตัวอย่างของ GRANMONTE ปัญหาคือเรามีหลายเบลนด์ หลายระดับราคามาก ดังนั้น การออกแบบฉลากเป็นการสร้างความแตกต่าง ให้มองแวบเดียวแล้วเข้าใจว่าฉันชอบแนวนี้ แนวนั้น แม้กระทั่งหน่วยงานรัฐก็ใช้เรื่องหน้าตาของขวดไวน์ ที่บ่งบอกระดับราคา หรือสไตล์ของเครื่องดื่มนั้นๆ
“นี่คือตัวอย่างไวน์ ที่นำไปเสิร์ฟที่โต๊ะผู้นำโลก ในการประชุมเอเปค 2022 การออกแบบจึงต้อง สุขุม สง่างาม แต่ถ้าเราติดประกาศแบบร่างฯ นี้ ลองคิดดูว่า นี่คือไวน์ที่จะไปเสิร์ฟผู้นำโลก มูลค่าที่ภาครัฐต้องการ ก็จะหายไป แล้วถ้าเรามองรัฐบาล ณ ตอนนี้ เข้าใจว่าต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว ซึ่งมีเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฝังอยู่ด้วย โดยเฉพาะที่ผลิตในประเทศ แต่การออกกฎนี้มาจงใจทำให้สินค้าน่าตาน่าเกลียด ไม่มีจุดดึงดูดใดทั้งสิ้น และทำให้มูลค่าเสียไป ในส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่รัฐต้องการ ก็จะหายไป” น.ส.สุวิสุทธิ์ชี้
น.ส.สุวิสุทธิ์กล่าวอีกว่า ไม่ว่าเครื่องดื่มถูก หรือแพง ก็ไม่ควรทำให้เขาเสียมูลค่าแบบนี้ สิ่งที่เสียมากกว่ามูลค่า คือสิทธิเสรีภาพในการออกแบบ และผู้บริโภคควรได้มองสิ่งที่ตัวเองอยากมอง ไม่ใช่นั่งมองภาพ ตับ ไต แบบนี้
เมื่อถามถึง แนวทางการขับเคลื่อนต่อไปของทางสมาคมฯ เพื่อให้คนภายนอกเข้าใจในเรื่องนี้ได้มากขึ้น?
น.ส.สุวิสุทธิ์กล่าวว่า จริงๆ ประกาศที่ออกมา ไม่ได้ซับซ้อนมาก ที่มีการเพิ่มคำเตือน รูปภาพ แต่เส้นทางการแสดงความเห็น คำถามเยอะ รู้สึกมีความซับซ้อน เราก็พยายามออกแนวทางไกด์ไลน์ ว่าควรตอบอย่างไร ซึ่งคนอื่นๆ ที่มีความสำคัญเช่นกันคือ ‘ผู้นำเข้า’ ทุกคนเดือดร้อนหมด เราพยายามติดต่อบริษัทนำเข้าต่างๆ ให้ทราบ เพราะเรื่องนี้กระทบคุณ มากเท่าที่กระทบเรา

“มันเยอะด้วยขั้นตอน ที่ออกแบบมาให้เราท้อแท้ ไม่อยากให้ใครท้อแท้กับการไปออกความคิดเห็น เราถึงพยายามย่อยให้ง่ายที่สุดแล้ว จะได้เข้าไปช่วยกันตอบ” น.ส.สุวิสุทธิ์กล่าว
น.ส.สุวิสุทธิ์กล่าวอีกว่า อยากย้ำอีกทีว่า ภาครัฐอยากออกร่างประกาศอะไรออกมา มันทำง่ายสำหรับเขา คุณแม่ชอบพูดคำนี้ ‘ขี้หมูราขี้หมาแห้ง’ แต่ในฐานะคนที่ต้องทำงานเรื่องนี้ ประกาศหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม มันเป็นเรื่องหนักสำหรับเรา
“ทั้งต้องประกอบธุรกิจของเรา ยังต้องทำเรื่องนี้ด้วย ดึงเราออกจากสิ่งสำคัญ คือการเติบโตพุ่งไปสู่อนาคต หรืออย่างเช่นการแก้ปัญหาสำคัญ พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกออฮอล์ ที่กำลังเข้าสภาในขณะนี้ ขอให้ทุกคนร่วมจับตาด้วย เพราะมีประกาศอื่นๆ ที่ดึงความสนใจเราออกไปจากเรื่องใหญ่
เราต้องไม่โดนมันดึงไป ต้องมองภาพใหญ่เอาเรื่องบ้าบอ มาใส่ในนี้ได้อย่างไร เราก็ต้องใจเย็น” น.ส.สุวิสุทธิ์กล่าว

