จัดเป็นคดีที่น่าเห็นใจ ทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหาย สำหรับเหตุหญิงเสื้อสีชมพูอาละวาดสาดน้ำร้อน หน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา
โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอลงในโลกโซเชียลมีเดีย สร้างความหวาดผวาให้กับผู้สัญจรผ่านบริเวณดังกล่าว
โดยผู้เสียหายล้วนเป็นหญิง หลายรายเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้รับบาดเจ็บจากการถูกน้ำร้อนลวก ต่อมา
พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผกก.สน.ดินแดง พ.ต.ท.นิรันดร์ คิดบรรจง รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง และ พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ วิมุกติบุตร สว.สส.สน.ดินแดง นำกำลังจับกุมผู้ต้องหาเอาไว้ได้ ทราบชื่อ น.ส.สิริรัตน์ หรือหน่อย โนนทอง อายุ 41 ปี ชาว จ.กาฬสินธุ์ เธอระเห็จไปนอนอยู่ละแวกพิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร จ.สมุทรปราการ
เหตุที่คดีนี้ผู้ต้องหาน่าเห็นใจ เนื่องจากเธอมีอาการคล้ายป่วยทางจิต จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องส่งตัวไปตรวจที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เพื่อพิสูจน์ว่าเธอมีอาการทางจิตจริงหรือไม่?!
หลังจับกุม พล.ต.ท.ศานิตย์ เผยว่า เบื้องต้นผู้ต้องหาจะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ อัตราโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรค 1 ว่าด้วยผู้กระทำผิดมีจิตฟั่นเฟือนควบคุมตัวเองไม่ได้ ถือว่าเป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรค 2 ถ้าผู้กระทำผิดกระทำการขณะยังมีจิตสำนึกหรือรู้ตัว ขณะเกิดเหตุจะมีความผิดน้อยกว่า 2 ปี หรือปรับ 4,000บาท คือเท่าไหร่ก็ได้ตามความเหมาะสม ในกระบวนการนี้แพทย์เท่านั้นจะเป็นผู้วินิจฉัย ต้องรอความเห็นจากแพทย์ว่าเข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรค 1 หรือ วรรค 2
“นอกจากนี้ จะต้องตรวจสอบว่ามีญาติพี่น้องหรือไม่ ถ้ามีต้องเชิญมาสอบสวนเช่นกัน หากพบว่าปล่อยปละละเลยให้ผู้วิกลจริตออกมาเที่ยวเตร่ตามลำพัง จะมีความผิดเช่นกัน” ผบช.น.เผย
แม้กรณี “สาดน้ำร้อน” จะเป็นคดีเล็กๆ อัตราโทษไม่รุนแรง แต่มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจ เมื่อ พล.ต.ท.ศานิตย์ เล็งฟันญาติของมือสาดน้ำร้อน ถ้าพบว่าปล่อยปละละเลยให้ผู้วิกลจริตออกมาเที่ยวเตร่ตามลำพัง จะมีความผิด โทษปรับด้วยนั้น
“มติชน” สัมภาษณ์ทรรศนะนักกฎหมายเกี่ยวกับข้อกฎหมายดังกล่าว
ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายว่า กรณีนี้มีเหตุสงสัยว่าผู้ต้องหา เป็นบุคคลวิกลจริตหรือไม่ หรือยังสามารถรู้ผิดชอบได้ จึงต้องพิจารณาถึงบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 วรรค 1 กำหนดให้ในระหว่างทำการสอบสวน ถ้ามีเหตุควรเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้วิกลจริต ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้แพทย์ตรวจผู้ต้องหานั้นได้ แล้วให้เรียกแพทย์มาให้ถ้อยคำว่าผลการตรวจเป็นประการใด
และมาตรา 14 วรรค 2 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่พนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ต้องหาเป็นผู้วิกลจริต ให้งดการสอบสวนไว้จนกว่าผู้ต้องหาจะหายวิกลจริต และให้มีอำนาจส่งตัวผู้ต้องหาไปยังโรงพยาบาลโรคจิต หรือมอบให้แก่ผู้อนุบาล หรือผู้อื่นที่เต็มใจรับไปดูแลรักษาได้ตามแต่จะเห็นสมควร
“ในกรณีนี้ทราบจากข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชนว่า พนักงานสอบสวนจะส่งตัวผู้ต้องหาไปให้แพทย์ของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เป็นผู้ตรวจวินิจฉัยว่า ผู้ต้องหาว่าเป็นผู้วิกลจริตรู้ผิดชอบได้แค่ไหน เพียงใด หากแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ต้องหาเป็นผู้วิกลจริต พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้งดการสอบสวนไว้จนกว่าผู้ต้องหาจะหายวิกลจริต และให้มีอำนาจส่งตัวผู้ต้องหาไปรักษายังโรงพยาบาลโรคจิตได้ จึงต้องพิจารณาว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้วิกลจริตหรือไม่ หรือสามารถรู้ผิดชอบ หรือสามารถบังคับตนเองได้แค่ไหนเพียงไร หากปรากฏว่าเป็นผู้วิกลจริต มีจิตบกพร่อง ไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้ แม้จะได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นก็ไม่ต้องรับโทษ แต่หากปรากฏว่าผู้ต้องหายังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 บัญญัติไว้
“ส่วนความรับผิดทางแพ่งของนผู้ต้องหาและญาติ หากปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลวิกลจริตแล้ว ทั้งผู้ต้องหาและญาติจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งหรือไม่ ในเรื่องนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 กำหนดไว้ว่า บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นบุคคลวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด และผู้อนุบาลของบุคคลวิกลจริตก็ต้องรับผิดร่วมรับผิดกับบุคคลวิกลจริตด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ในการดูแลบุคคลวิกลจริตนั้น
“กรณีที่ผู้อนุบาลจะต้องร่วมรับผิดกับบุคคลวิกลจริตนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้บุคคลวิกลจริตนั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 28 เสียก่อน และต่อมาศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งญาติของผู้ต้องหาให้เป็นผู้อนุบาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 ประกอบกับบทบัญญัติ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าญาติที่เป็นผู้อนุบาลไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลผู้ต้องหาตามสมควรกับที่ผู้อนุบาลต้องมีหน้าที่ให้การดูแล ตามที่ปรากฏในข่าว เข้าใจว่าศาลยังไม่ได้สั่งให้ผู้ต้องหาเป็นคนไร้ความสามารถ ฉะนั้น จึงยังไม่น่าจะมีผู้อนุบาลของผู้ต้องหา และจึงไม่น่าจะมีกรณีที่ญาติที่เป็นผู้อนุบาลต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งในเรื่องนี้” ดร.ธนกฤตเผย
ดร.ธนกฤต บอกด้วยว่า กรณีของผู้ต้องหา ถึงแม้แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นบุคคลวิกลจริต ก็ไม่พ้นความรับผิดที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ตามความเป็นจริงแล้วสังคมไทยเป็นสังคมที่เมตตากรุณาคนที่ลำบาก ตกทุกข์ได้ยาก คงไม่น่าจะมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับผู้ต้องหาในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่าผู้ต้องหามีญาติดูแล ญาติที่ดูแลอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 430 ที่กำหนดให้บุคคลอื่นซึ่งรับดูแลบุคคลวิกลจริตอยู่เป็นนิตย์ก็ดี ชั่วคราวก็ดี ต้องรับผิดร่วมกับบุคคลวิกลจริตในการกระทำละเมิด ที่บุคคลวิกลจริตกระทำลงในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของตน ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลที่ดูแลบุคคลวิกลจริตไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร
“ขณะที่ความรับผิดทางอาญาของญาติที่เป็นผู้ดูแลผู้ต้องหานั้น เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 373 บัญญัติว่า ผู้ใดควบคุมดูแลบุคคลวิกลจริต ปล่อยปละละเลยให้บุคคลวิกลจริตนั้นออกเที่ยวไปโดยลำพัง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลวิกลจริต และไม่ใช่คนเร่ร่อน มีญาติเป็นผู้ดูแลไม่ว่าจะเป็นปกติหรือชั่วคราว แต่ญาติปล่อยปละละเลยไม่ดูแลให้ดี ปล่อยให้เดินทางไปในที่ต่างๆ ตามลำพัง ญาติที่เป็นผู้ดูแลจึงจะมีความผิดตามมาตรานี้” อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดระบุ
ขณะที่ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวว่า หากพิสูจน์ทราบว่าผู้ต้องหาที่จิตวิกลจริตมีผู้ดูแล ผู้ดูแลดังกล่าวอาจต้องร่วมรับผิดด้วย แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 430 หากผู้ดูแลนั้นใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องรับผิด
“อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่าการออกมาอยู่คนเดียวแล้ว เมื่อก่อเหตุจะให้ญาติมารับผิด ดูจะไม่เป็นธรรมเพราะเราต้องยึดหลักว่า อยู่ในความดูแลของใครหรือไม่ จริงๆ แล้วกรณีนี้เป็นความผิดเท่าที่ปรากฏก็ดูแล้วไม่มีเจตนา” นายวิญญัติระบุ

