วันที่ 28 มกราคม 2560 เมื่อเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวพร้อมด้วยนายมนตรี สังข์ขาว บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตรังไทม์ ได้เดินทางไปมอบข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เสื้อผ้าและยารักษาโรค ที่พนังกั้นแม่น้ำตรัง ซึ่งถูกตัดขาดจากน้ำท่วมตั้งแต่ปลายปี 2559 พื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านริมคลองหรือหนองสามร้อย ต.บางรัก อ.เมืองตรัง ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยน้ำท่วมมาร่วม 2 เดือนแล้ว ถนนตัดขาดจากโลกภายนอกไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้จำนวน 28 ครัวเรือน และรวมทั้งหมู่บ้านกว่า 50 ครัวเรือน
สำหรับหมู่บ้านดังกล่าวอยู่ติดกับแม่น้ำตรัง หลังจากเจอน้ำท่วมหนักกระแสน้ำจากแม่น้ำตรังได้กัดเซาะจนทำให้พนังกั้นน้ำหักพังเป็นบริเวณกว้างประมาณ 30 เมตร ซึ่งระดับน้ำตัดผ่านยังสูงถึง 4 เมตร และกระแสน้ำไหลเชี่ยว ชาวบ้านไม่สามารถเดินทางผ่านไปมาได้ ซึ่งกระแสน้ำได้กัดเซาะพนังกั้นน้ำหักพังเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกเพียงแค่ใช้รถมาเกลี่ยดินถมเป็นการชั่วคราวให้รถจักรยานยนต์ได้วิ่งเท่านั้นไม่ได้ทำให้แข็งแรงถาวร เมื่อเจอน้ำท่วมระลอก 2 กระแสน้ำได้กัดเซาะตัดขาดอีกครั้งขยายวงกว้างกว่าเดิม ก็ไม่ได้รับการเข้ามาดูแลจากผู้นำ ปล่อยละเลยเรื่อยมาจนถึงวันนี้ วัวจำนวน 300 ตัว ไม่มีหญ้ากิน ต้องอาศัยเล็มหญ้าที่แห้งบนพนังกั้นน้ำ ซึ่งเจ้าของวัวเองต้องเดินทางร่วม 2-3 ชั่วโมงเพื่อไปตัดหญ้าที่ตำบลอื่นมาให้วัวกิน

นายบุญธรรม ทองสุด อายุ 70 ปี ชาวบ้าน หมู่ที่ 6 ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากหมู่บ้านโดนกระแสน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก ทั้งสวนยาง สวนปาล์ม บ้านเรือน เพราะระดับน้ำสูงมาก ซึ่งตั้งแต่น้ำท่วมหนักมา 3 ระลอก ผู้นำไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เข้ามาช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีหน่วยงานหรือผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบเข้าช่วยเหลือดูแลจึงส่งผลให้เสียหายรุนแรงอย่างที่เห็น หากมีน้ำท่วมหนักอีกครั้งชาวบ้านเดือดร้อนหนักกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเพราะน้ำบ่าเข้ามาเป็นบริเวณกว้างแต่ระบายออกเพียงช่องทางเล็กนิดเดียวซึ่งได้ลอกคลองเล็ก ๆ เอาไว้แต่กระแสน้ำที่มามากไม่สามารถระบายได้ทัน จึงวอนอยากให้หน่วยงานเข้ามาถมพนังกั้นน้ำที่หักพังดังกล่าวและซ่อมแซมถนนทั้งสายเนื่องจากโดนน้ำกัดเซาะพังเสียหายเดือดร้อนกับผู้ขับขี่รถเนื่องจากหินลอยมีความคมทำให้ยางรถที่วิ่งผ่านแตก

“หากเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ คงจะไม่เดือดร้อนและเสียหายขนาดนี้ ทุกวันนี้เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เฉพาะครอบครัวของตนเองมีด้วยกัน 8 คนทั้งลูกทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถกรีดได้เพราะน้ำยังท่วมสูงถึง 3 เมตร ต้องอาศัยเงินผู้สูงอายุดูแลครอบครัว จึงขอวอนไปยังภาครัฐให้ช่วยเหลือเงินช่วยเยียวยาที่บอกว่าจะนำมาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวละ 3,000 บาทส่งมาช่วยเหลือเยียวยาอย่างเร่งด่วน เพราะขณะนี้ชาวบ้านไม่มีรายได้ในการเลี้ยงชีพเลย” นายบุญธรรม กล่าว

