ชัชชาติ ร่วมโครงการ Helmets For Kids แจกหมวกกันน็อคให้เด็ก 4 โรงเรียน หวังลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม เขตภาษีเจริญ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานในพิธีมอบหมวกนิรภัยให้นักเรียน โครงการ Helmets For Kids พร้อมด้วย นางรัตนวดี เหมนิธิ.วินเธอร์ ประธานกรรมการและที่ปรึกษามูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation) Mr.Greig Craft President position of the FIA Asia-Pacific Region II นายกฤษฎิ์ คงวุฒิปัญญา ส.ก.เขตภาษีเจริญ และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธี
นายชัชชาติกล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Helmets For Kids และเป็นการสนับสนุนการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงครึ่งหนึ่งในประเทศไทย ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เพื่อปกป้องลูกหลานของเราในกรุงเทพฯ ซึ่งยังต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ หน่วยงานด้านการศึกษา หน่วยงานด้านสุขภาพ หน่วยงานด้านการขนส่ง และตำรวจ หากทุกคนให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพที่สำคัญนี้ สักวันหนึ่งจะบรรลุวัฒนธรรมการใช้ถนนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

“กทม.มีโครงการแจกหมวกนิรภัยให้กับนักเรียนตั้งแต่ปีที่แล้ว 100,000 ใบ แต่ยังขาดอยู่ประมาณ 30,000 ใบ โครงการ Helmets For Kids จึงเป็นการเติมเต็มในส่วนนี้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุดจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์เนื่องจากไม่สวมหมวกนิรภัย รวมถึงโครงการนี้ยังเป็นการริเริ่มปลูกฝังให้นักเรียนชวนครอบครัวสวมหมวกนิรภัยเพื่อลดอุบัติเหตุ และรณรงค์ให้สวมใส่หมวกนิรภัยอย่างถูกวิธีเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย ตามคำขวัญ ‘กันน็อค กันนะ’ และ ‘เด็กเริ่ม ผู้ใหญ่ร่วม’ สุดท้ายขอฝากทุกคนให้ช่วยกันดูแลสิ่งที่มีค่าที่สุดคือสมองของเด็กๆ ให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ” นายชัชชาติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการ “Helmets for Kids” เป็นความร่วมมือของมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation) องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มและเยาวชนและอนุกรรมการวิชาการผู้ใช้ถนนปลอดภัย ภายใต้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแห่งชาติ ได้รับการสนับสนุนจากสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) และราชยานยนต์สมาคมแห่งประเหศไหย (RAAT) เพื่อดำเนินโครงการ “Helmets for Kds” สนับสนุนหมวกนิรภัยสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุทางถนน ได้แก่ 1.โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม จำนวน 900 ใบ 2.โรงเรียนวัดช่องลม จำนวน 200 ใบ 3.โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม จำนวน 300 ใบ และ 4.โรงเรียนวัดปากบ่อ จำนวน 100 ใบ

ทั้งนี้ จากรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนขององค์การอนามัยโลก ปี 2561 (Global status report on road safety 2018) ระบุว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์สูงเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย โดยเด็กไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 3,526 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 9 คนต่อวัน บาดเจ็บมากกว่า 72,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 200 คนต่อวัน ส่วนสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนของกรุงเทพฯนั้น ข้อมูลจาก กทม.ร่วมมือกับมูลนิธิบลูมเบิร์ก พบว่ามี 12 เขตที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสูง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ลาดกระบัง บางขุนเทียน หนองจอก ประเวศ มีนบุรี ตลิ่งชัน สายไหม บางเขน ลาดพร้าว ดอนเมือง บางบอน และ จอมทอง
ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนปีละ 17,000 ราย และมีผู้ทุพพลภาพอีก 15,000 ราย ผลกระทบของอุบัติเหตุมีผลต่อครอบครัว ชุมชน ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี พ.ศ.2565 ประเทศไทยสูญเสียเงินจำนวน 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากอุบัติเหตุบนท้องถนน (WHO, Global Status Report 2023, Box 5)

จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีความพยายามร่วมกันจากภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และ ภาคเอกชนเพื่อแก้ไขวิกฤติด้านสาธารณสุขนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2476 ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย (รยสท.) ซึ่งเป็นสมาชิกของสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) ได้ส่งเสริมความปลอดภัยทาง ถนนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ในโอกาสครบรอบ 90 ปี รยสท.ร่วมมือกับมูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชียมูลนิธิ (AIP Foundation) เพื่อเพิ่มการใช้หมวกกันน็อคให้กับเด็กและปกป้องพวกเขาจากการบาดเจ็บที่ศีรษะในโครงการ Helmets for Kids โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยของหมวกกันน็อค และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณะเกี่ยวกับความสำคัญของการใช้หมวกกันน็อคที่มีคุณภาพสำหรับเด็ก ทำให้ชีวิตของเด็กไทยปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อโครงการได้ดำเนินการนักเรียนได้รับหมวกกันน็อค จะเห็นอัตราการสวมเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็นกว่า 50% โดยการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถปกป้องนักเรียนและเกิดปลอดภัยได้ทุกวันอีกด้วย

