หนุ่มใหญ่ ยกมือไหว้ ขอโทษ ‘เจ๊ไฝ’ ไม่ได้ตั้งใจชักดาบ เผยเหตุผล กินแล้วไม่จ่ายเงิน

1.03.24 | 17:15 น.

หนุ่มใหญ่ ยกมือไหว้ ขอโทษ ‘เจ๊ไฝ’ ไม่ได้ตั้งใจชักดาบ เผยเหตุผล กินแล้วไม่จ่ายเงิน

จากกรณี เจ๊ไฝ หรือ เจ๊เปีย-สุภิญญา จันสุตะ เจ้าของตำนานสตรีตฟู้ดระดับมิชลิน 7 ปีซ้อน โพสต์ไอจีสตอรี่ @jayfaibangkok ว่ามีลูกค้าไม่ยอมต่อคิว อ้างเป็นสารวัตรนอกเครื่องแบบ ทานข้าว สั่งห่อ แล้วไม่จ่ายเงิน

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ นำตัวชายที่ถูกระบุในอินสตาแกรมของเจ๊ไฝว่าไม่จ่ายเงินค่าอาหาร ไปที่ร้านเจ๊ไฝย่านประตูผี เพื่อทำการสอบถามเจ๊ไฝว่าจะติดใจเอาความทางคดีอาญากับชายคนดังกล่าวหรือไม่ เมื่อไปถึง ชายคนดังกล่าวได้ยกมือไหว้ขอโทษเจ๊ไฝว่าไม่ได้ตั้งใจจะชักดาบ และได้จ่ายเงินค่าอาหารมื้อดังกล่าวให้กับเจ๊ไฝแล้ว โดยเปิดเผยว่า ตนเองไม่ได้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่มีการโพสต์ลงในอินสตาแกรม แต่เชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิดของลูกสาวเจ๊ไฝ หรืออาจเป็นโต๊ะข้างๆ ที่ได้ยินข้อมูลการสนทนา

“ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจจะไม่จ่ายค่าอาหาร แต่ตนเองมีปัญหาเรื่องความจำ และต้องรีบออกไปเอารถที่ทำกระจกไว้ในบริเวณใกล้เคียง ก่อนที่จะนึกได้ว่าลืมจ่ายค่าอาหาร จึงตั้งใจว่าจะกลับมาที่ร้าน และจ่ายเงินในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ เสียก่อน จึงพยายามติดต่อเข้ามาที่ สน.สำราญราษฎร์ ให้มารับตัว ยืนยันว่าไม่เคยก่อเหตุลักษณะแบบนี้ที่ร้านอื่นมาก่อน”

ด้านเจ๊ไฝ เจ้าของร้านอาหาร เปิดเผยว่า ไม่ติดใจเอาความทางคดีกับชายคนดังกล่าว ให้เลิกแล้วต่อกัน ที่ผ่านมาเคยมีลูกค้าชาวต่างชาติมากินอาหารและไม่จ่ายเงิน แต่ก็ติดต่อไปทางโรงแรมให้มาจ่ายเงิน และไม่ได้ติดใจเอาความกับใคร แต่ไม่เคยมีคนไทยทำแบบนี้มาก่อน ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตกใจ และได้ต่อว่าลูกสาวที่ไม่ยอมเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตั้งแต่ต้น จนทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต จากนี้จะให้ที่ร้านเพิ่มความเข้มงวดในการเก็บเงินลูกค้ามากขึ้น และได้ขอบคุณผู้กำกับการ สน.สำราญราษฎร์ ที่ช่วยติดตามเรื่องดังกล่าวให้ทันที

Advertisement

ด้าน พ.ต.อ.ทศพล อําไพพิพัฒน์กุล ผกก.สน.สำราญราษฎร์ เปิดเผยว่า เรื่องนี้ถือว่าไม่เป็นคดีความ เพราะตัวเจ๊ไฝไม่ติดใจเอาเรื่อง แต่จะมีการตรวจสอบต่อไปว่าชายคนดังกล่าวเคยก่อเหตุในลักษณะแบบนี้มาก่อนหรือไม่ ส่วนกรณีที่มีการแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อกฎหมายว่าจะเข้าข่ายหรือไม่ เพราะในระหว่างเกิดเหตุ เจ้าตัวไม่ได้มีการแต่งเครื่องแบบตำรวจ หรือแสดงบัตรเอกสารว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จึงอาจไม่เข้าข่ายที่จะดำเนินคดีได้ แต่หากพบว่าเข้าข่ายความผิดในข้อหาใด ก็จะดำเนินการในภายหลัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง