เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสมชาย แก้วบางยาง อายุ 50 ปี อาชีพรับจ้าง และ นางพรชนก ไชยะปะ อายุ 50 ปี สองสามีภรรยา ชาวจ.สมุทรปราการ เป็นจำเลยที่ 1 – 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา หน่วงเหนี่ยวกักขัง ซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย ลักทรัพย์ในเวลาเคหสถานในเวลากลางคืน มีไว้เพื่อนำออก และใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น กรณีเมื่อวันที่ 21 กันยายน2557 – 13 ตุลาคม 2557 จำเลย ร่วมกันวางแผนใช้อาวุธมีดปลายแหลมยาวแทงและฟัน นายโยชิโนริ ชิมาโตะ (YOSHINORI SHIMATO) อายุ 79 ปี ครูสอนภาษาญี่ปุ่น มีอาการป่วยนอนอยู่บนเตียงภายในบ้าน จ.สมุทรปราการ แล้วจับศีรษะกดกับหมอนจนขาดใจตาย ก่อนหั่นชำแหละชิ้นส่วนอวัยวะเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงถ่วงด้วยทรายนำไปทิ้งที่คลองนางทิ้ง หมู่ 7 ตำบลและอำเภอบางบ่อ จ.สมุทรปราการ แล้วจำเลยร่วมกันเอาทรัพย์สินรวม 41,500 บาทของผู้เสียชีวิตไป และยังใช้บัตรธนาคารต่างๆกดเงินสดของผู้เสียชีวิตไปอีกรวม 520,000 บาท โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557
โดย นายสมชาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าฆ่าผู้เสียชีวิตจริง แต่ไม่ได้ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และรับสารภาพข้อหาซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ข้อหาลักครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าสะพาย สมุดเงินฝากธนาคาร กระเป๋าเงินแบบหนัง เงินสด 3,000 บาท และทรัพย์สินอื่น รวม 45,390 บาท ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และนางพรชนก จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาใช้บัตรเอทีเอ็ม ชนิดบัตรเดบิต ของผู้เสียชีวิตไปใช้เพื่อประโยชน์ของการชำระสินค้า หรือเบิกเงินสด โดยเบิกถอนเงินสด 15 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7.2 แสนบาท ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา ประหารชีวิตนายสมชาย จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, จำคุก 1 ปีฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพ และจำคุก 2 กระทงละ 2 ปีรวม 4 ปี ฐานลักทรัพย์และเอาไปซึ่งเอกสาร ส่วนจำเลยที่ 2จำคุก 1 ปี ฐานซ่อนเร้นทำลายศพ จำคุก 2 ปี ฐานลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวม 15 กระทง ๆ ละ 3 ปี รวม 45 ปี โดยในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นชัดแจ้งว่า อยู่ร่วมกันในบ้านที่เกิดเหตุแล้วร่วมกันฆ่าผู้ตาย พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ยังคงมีความสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพมีเหตุควรลดโทษให้ กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ส่วน จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 24 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำเลยที่ 2 ทุกกระทงความผิดแล้วตามกฎหมายให้จำคุกสูงสุดเป็นเวลา 20 ปี นอกจากนี้ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ลักไปทรัพย์รวม 45,390 บาท และจำเลยที่ คืนเงินจำนวน 7.2 แสนบาท ให้นายเท็ตซูโอะ ชิมาโต บุตรชายผู้เสียชีวิตด้วย
ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าด้วย ขอให้ลงโทษตามกฎหมาย
โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวเฉพาะจำเลยที่ 2 มาจากทัณฑสถานหญิงกลางเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้อุทธรณ์ในส่วนจำเลยที่ 1
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา นั้นศาลชั้นต้นวางโทษประหารชีวิตและลดโทษให้คงจำคุกตลอดชีวิต แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่ถือว่าคดีของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กรณีจึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 นายเท็ตซูโอะ บุตรของนายโยชิโนริผู้เสียชีวิต เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ว่า ไม่สามารถติดต่อกับบิดาทางโทรศัพท์มือถือระหว่างพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ จากนั้น นายเท็ตซูโอะ พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังห้องพักประจำของบิดา ที่อาคารศรีวรา แมนชั่น ชั้น 10 ห้อง 180 เขตห้วยขวาง แล้วพบ จำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้อง การตรวจค้นพบบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียชีวิตอยู่ในกระเป๋าจำเลยที่ 2 และการตรวจค้นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ของจำเลยที่ 2 พบโทรศัพท์มือถือมีซิมการ์ดของผู้เสียชีวิตอยู่ในรถกระบะด้วย และข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองอยู่กินฉันสามีภรรยาตั้งแต่ปี 2530
ขณะที่ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 คบหาและมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับผู้เสียชีวิต แล้วเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2557เวลา 16.00 น. จำเลยที่ 2 ขับรถกระบะพานายโยชิโนริ ไปพบแพทย์ที่ รพ.บางนา 2 เนื่องจากมีอาการ แขนขาอ่อนแรง แพทย์มีความเห็นว่าควรนอนพักรักษาที่โรงพยาบาล แต่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จากนั้นเวลา17.00 น. จำเลยที่ 2 จึงขับรถยนต์พานายโยชิโนริ ออกจากโรงพยาบาลไปยังบ้านพักของจำเลยที่ 2 ในหมู่บ้านออคิด วิลล่า หมู่7 ตำบลและอำเภอ บางเสาธง จ.สมุทรปราการ แล้วนายโยชิโนริ ถูกฆ่าจนถึงแก่ความตายขณะอยู่ในบ้านดังกล่าว จากนั้นนายสมชายจำเลยที่ 1 ได้ชำแหละศพ ตัดอวัยวะต่าง ๆ ออกเป็นชิ้น แล้วใส่ในอ่างอาบน้ำชั้นบนของบ้าน กระทั่งกลางคืนของวันที่ 21 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 นำชิ้นส่วนศพผู้เสียชีวิตใส่ถุงปุ๋ย และถุงขยะพลาสติก สีดำ นำไปทิ้งในคลองนางทิ้ม ตำบลและอำเภอ บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยวันที่ 21 – 22 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ กองบังคับการตำรวจน้ำ ตรวจพบถุงปุ๋ย และถุงขยะ สีดำ ที่มีชิ้นส่วนศพผู้ตายอยู่ นายเท็ตซูโอะยืนยันว่าเป็นชิ้นส่วนอวัยวะและกะโหลกศีรษะเป็นของผู้เสียชีวิต และเมื่อตรวจพิสูจน์หาสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอของผู้ตาย เปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของบุตรและครอบครัวเข้ากันได้คิดเป็นร้อยละ 99.99 จึงน่าเชื่อว่าชิ้นส่วนอวัยวะและกะโหลกศีรษะที่ตรวจพบเป็นผู้เสียชีวิต
เห็นว่าแม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุมาเบิกความ แต่พยานแวดล้อมตั้งแต่การติดตามค้นหาและการตรวจพบชิ้นส่วนอวัยวะของผู้เสียชีวิต ประกอบกับจำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุได้ถูกต้องสอดคล้องกับพยานแวดล้อมเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียชีวิตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียชีวิตตามฟ้องหรือไม่
ข้อเท็จจริงทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน แต่โจทก์มีพยานแวดล้อม ว่าจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 พาผู้เสียชีวิตไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลบางนา 2 จากนั้นพากลับมาบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้เสียชีวิต ขณะที่จำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุด้วย แต่การจะวินิจฉัยเจตนาของจำเลยที่ 2 ว่าร่วมกันกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่นั้น จะต้องได้ความมากกว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ การเป็นสามีภรรยากับการอยู่ในบ้านด้วยกันขณะเกิดเหตุ ยังมิอาจนำมาวินิจฉัยถึงเจตนาในการกระทำความผิดได้ จึงยังฟังไม่ได้ ตามหลักฐานได้ความแต่ว่าจำเลยที่ 2 พาตัวผู้เสียชีวิตมายังบ้านที่เกิดเหตุและพาไปนอนยังห้องนอน จากนั้นถึงค่อยพบศพในอ่างอาบน้ำและได้สอบถามจำเลยที่ 1 ว่าเป็นฆ่าผู้เสียชีวิตหรือไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมฆ่าผู้เสียชีวิต อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น


