แจ้งข้อหา 2กะเทยปินส์ จ่อหมายจับอีก1 ยันไม่มีค้าประเวณี

6.03.24 | 12:57 น.
พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ

ผบก.น.5 เผยเเจ้งข้อหากะเทยฟิลิปปินส์แล้ว2 ราย จ่อออกหมายจับอีก 1-ยันไม่มีจ่ายส่วยให้ตำรวจค้าประเวณี


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 มีนาคม ที่สน.ลุมพินี พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (ผบก.น.5) เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับ สน.ลุมพินี ในกรณีคดีสาวประเภทสองชาวไทยปะทะสาวประเภทสองชาวฟิลิปปินส์ ว่า คดีนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือกรณีที่ผู้เสียหายเป็นชาวไทย 6 คนที่ถูกกลุ่มชาวฟิลิปปินส์ 20 กว่าคน รุมทำร้ายช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มีนาคมคม ที่ผ่านมา ซึ่งตำรวจได้แจ้งข้อหาชาวฟิลิปปินส์ที่ทำไปแล้ว 2 คน ในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย โดยพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินีจะนำตัวผู้ต้องหาไปส่งฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวันในช่วงบ่ายวันนี้ นอกจากนี้พิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้เพิ่มอีก 1 คน เป็นสาวประเภทสองชาวฟิลิปปินส์ อยู่ระหว่างติดตามตัว โดยพบว่ายังอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีรายงานว่าตำรวจเตรียมขอศาลออกหมายจับชาวฟิลิปปินส์รายนี้แล้ว เนื่องจากไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

ส่วนกรณีที่ 2 คือคดีที่สาวประเภทสองชาวฟิลิปปินส์ชาวไทยนัดรวมตัวซอยสุขุมวิท 11 ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 4 มีนาคม ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 5 มีนาคม และมีสาวประเภทสองชาวฟิลิปปินส์ 1 คนถูกรุมทำร้าย และสามารถพิสูจน์ทราบผู้กระทำผิดได้ 1 คน คือนาย “แชมป์” ก็ได้แจ้งข้อหาและได้รับการประกันตัวไปแล้ว ซึ่งคดีนี้ผู้เสียหายชาวฟิลิปปินส์ได้ยื่นขอเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพราะไม่ได้ติดใจที่จะดำเนินคดี ดังนั้นช่วงบ่ายวันนี้ทางตำรวจจึงมีการประสานนายแชมป์ เข้ามาเจรจากับผู้เสียหาย หากสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ คดีจะจบในชั้นพนักงานสอบสวน แต่เบื้องต้นยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการเรียกค่าเสียหาย รวมถึงในวันนี้จะมีการประสานไปยังกลุ่มผู้เสียหายสาวประเภทสองชาวไทย 6 คนของคดีแรก ว่าประสงค์จะเข้าสู่ พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยด้วยหรือไม่ด้วย

ส่วนอีกคดีที่ผู้เสียหายคนไทยเข้าแจ้งความกลุ่มฟิลิปปินส์ในคดีชิงทรัพย์กระเป๋าและสร้อยทองเมื่อช่วงเย็นวานนี้นั้น(5 มีนาคม) เบื้องต้นยังต้องเรียกผู้เสียหายมาให้ปากคำเพิ่มเติม เพราะยังให้การเรื่องพฤติการณ์ความผิดไม่ชัดเจนว่าเป็นการกระชากกระเป๋า หรือทำหล่นหาย ดังนั้นวันนี้จะมีการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่

Advertisement

ส่วนสาวประเภทสองชาวฟิลิปปินส์ ที่เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นผู้ก่อเหตุหรือไม่ แต่ถ้าหากว่าพบว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็มีขั้นตอนตามกฎหมายที่จะเอาตัวมาลงโทษแน่นอน

พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนี้มีการพูดคุยไกล่เกลี่ยกันไปตั้งแต่รอบแรกและจบไปแล้ว หากไม่มีการโพสต์ข้อความนัดหมายชักชวนรวมตัวกัน จนทำให้เหตุการณ์บานปลาย ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจจะเชิญผู้โพสต์ชาวไทยที่นัดหมายรวมตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม มาทำความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความเสียหายระหว่างประเทศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องระหว่างบุคคล ซึ่งได้พูดคุยกับทางสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยเพื่อทำความเข้าใจกันดีแล้ว

พล.ต.ต. วิทวัฒน์ กล่าวอีกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจได้ส่งชุดสายตรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเพื่อกวดขันและจับกุมมาโดยตลอด แต่ไม่พบการค้าประเวณีของกะเทยฟิลิปปินส์ในจุดเกิดเหตุซอยสุขุมวิท 11 หรือซอยข้างเคียง ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีนายหน้าให้วีซ่านักท่องเที่ยวกับชาวฟิลิปปินส์เข้ามาในไทย 20-30 วัน เพื่อบังหน้านั้น ยืนยันว่าไม่จริง เนื่องจากประเทศในอาเซียนไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าในการเดินทาง แต่ตำรวจจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ากลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาค้าประเวณีหรือไม่ โดยตนยืนยันว่าที่มีกระแสข่าวระบุว่าตำรวจรับส่วย เพื่ออนุญาตให้ค้าประเวณีของสาวประเภทสองชาวฟิลิปปินส์นั้น ไม่เป็นความจริง