ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 89 ประชาชนจากทั่วประเทศแต่งกายชุดดำสุภาพ มาต่อแถวรอกราบถวายสักการะไม่ขาดสาย โดยสำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีให้ประชาชนเข้าตั้งแต่เวลา 04.45 น. จากเปิดปกติเวลา 08.00 น.
นางเพ็ญศรี อุ้ยทอง อายุ 51 ปี ชาวอ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี มากราบถวายสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 3 กล่าวว่า วันนี้ถือว่ารอไม่นาน เพราะเริ่มต่อแถวเวลา 07.00 น. ได้ขึ้นกราบพระบรมศพเวลา 08.00 น. ทั้งนี้ตนเดินทางมาคนเดียว ตั้งใจจะกราบพระบรมศพพระองค์ให้ได้ เพราะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวอำเภอพระแสง ตั้งแต่เล็กได้ฟังคำบอกเล่าจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ว่า แต่ก่อนที่อ.พระแสงการเดินทางยากลำบากมาก สัญจรได้แต่ทางเรือเท่านั้น จนในหลวงร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯจ.สุราษฎร์ธานี ไปทอดพระเนตรความยากลำบากของประชาชน จึงได้พระราชทานรถแทร็กเตอร์ให้ 1 คันเพื่อทำถนน ทำให้ปัจจุบันการสัญจรไปมาสะดวก และมีประชากรเข้าไปอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ทางอ.พระแสงได้จัดนิทรรศการแสดงรถแทร็กเตอร์และพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวอ.พระแสง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวน้อมนำคำสอนของพระองค์มาใช้อยู่แล้ว อาทิ การประหยัดอดออม การปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ขณะเดียวกันจากนี้ตั้งใจจะทำความดี เพื่อตัวเอง สังคม และประเทศชาติต่อไป

นายพิเชษฐ์ อนุศาสนนันท์ อายุ 80 ปี ข้าราชการบำนาญ มาพร้อมนางอุษา ขัมพานนท์ อายุ 77 ปี ชาวจ.สมุทรสาคร ต่อแถวตั้งแต่เวลา 08.00 น. ได้กราบพระบรมศพเวลา 11.00 น. กล่าวร่วมกันว่า การมาสักการะพระบรมศพครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก เนื่องด้วยอายุมากแล้วสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงไม่สามารถมาต่อแถวได้ครั้งละหลายชั่วโมง แต่ตัดสินใจมาวันนี้เพราะคนไม่ค่อยเยอะเหมือนเมื่อช่วง 100 วันที่ผ่านมา วินาทีแรกที่ได้สักการะพระบรมศพ ความปลื้มปิติความตื้นตันก็เอ่อล้นขึ้นมาทันที ทุกวันนี้นอกจากจะเดินตามรอยพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในด้านความพอเพียงใช้ชีวิตอย่างเพียงพอ อดออม ปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเองที่บ้านแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำเป็นประจำหลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตคือ การเป็นเจ้าภาพร่วมสวดอภิธรรมถวายพระบรมศพ ที่วัดป้อมวิเชียร จ.สมุทรสาคร
“เราในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการ คือคนของพระราชา และทุกวันนี้ถึงแม้จะเป็นข้าราชการบำนาญกันแล้ว มีเพียงสิ่งเดียวที่เราจะสามารถทำเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ได้ คือการเป็นเจ้าภาพร่วมสวดพระอภิธรรมถวาย โดยก่อนหน้านี้ครอบครัวเราเป็นเจ้าภาพร่วมสวดพระอภิธรรม ที่วัดป้อมวิเชียร เป็นประจำจนครบ 100 วัน และทุกวันนี้ก็เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมถวายทุกวันขึ้น 15 ค่ำ จนกว่าจะถึงถวายพระเพลิงพระบรมศพ” นายพิเชษฐ์และนางอุษากล่าว

น.ส.นงลักษณ์ อันเวียง อายุ 45 ปี ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ร่วม 30 ปี โดยเดินทางมาช่วงเวลา 09.00 น. กล่าวว่า เนื่องจากเป็นวันหยุดตรุษจีนของบริษัทจึงได้เดินทางมากราบพระบรมศพในวันนี้ ทั้งๆ ที่ตั้งใจอยากมานานแล้ว หลังจากที่ได้มาแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 เมื่อได้ย่างก้าวขึ้นกราบรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์สักครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งนี้เพราะเรารักพระองค์มากเปรียบเสมือนพ่อของแผ่นดินที่ทรงงานทุกอย่างเพื่อประชาชนไม่เพียงในถิ่นทุรกันดาร แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ พระองค์ก็ทรงไม่ละทิ้ง ทรงสร้างบึงมักกะสันบำบัดน้ำเสีย ทรงมีพระราชดำริจัดสร้างสะพานพระราม8 สะพานภูมิพล แก้ไขปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตัวเองใช้สัญจรเป็นประจำ ทำให้เห็นว่าโครงการที่ได้พระราชทานมานั้นทรงสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่ประชาชนทุกคน ตัวเองจึงได้ตั้งจิตและยึดหลักคำสอนของพระองค์มาใช้แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของพระองค์ท่าน แต่ก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ความสามารถของตัวเองจะทำได้ในเรื่องของความไม่เอาเปรียบผู้อื่น การมีน้ำใจ ช่วยเหลือต่อผู้ด้อยโอกาส

นายวัชราภรณ์ วัชรสิทธิ์ ครูชั้นม.4 นำคณะครูและนักเรียนชั้นม.4 รร.หอวังปทุมธานี รวม 350 คน มากราบพระบรมศพ กล่าวว่า การพาเด็กนักเรียนมากราบพระบรมศพเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำนึกในพระมหากรุณาที่คุณในหลวงร.9 เนื่องด้วยโรงเรียนในจ.ปทุมธานีทั้งหมดขณะนี้ปิดการเรียนการสอน เพราะครูต้องไปร่วมจัดงานแข่งขันศิลปหัตถกรรมระดับชาติ ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แต่โรงเรียนไม่อยากให้นักเรียนหยุดไปเสียเปล่า จึงนำนักเรียนทั้งระดับชั้นม.4 มากราบวันนี้ ส่วนนักเรียนชั้นม.5 จะมาวันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ถือเป็นการเรียนรู้สถานที่จริง ได้เห็นสิ่งที่เคยเรียนในหนังสือ ได้ทราบความเป็นมาของพระบรมมหาราชวัง ทราบชื่อและที่มาจากประตูต่างๆที่เดินผ่าน ซึ่งคณะครูจะคอยบรรยายตลอดทั้งบนรถและตอนเดิน อย่างไรก็ตาม สำคัญที่สุดคือ นักเรียนได้เห็นของจริงและแสดงออกในสถานที่จริงถึงการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงร.9 จากปกติที่ทราบจากสื่อการเรียนการสอนและกิจกรรมในโรงเรียน
“รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสพานักเรียนมาที่นี่ ต้องยอมรับว่าพวกเขาคือเด็กต่างจังหวัด บางคนไม่เคยมา ไม่มีโอกาสมาที่นี่ ทั้งนี้ส่วนตัวประทับใจและผูกพันในหลวงร.9 เพราะอดีตเคยบวชเรียนภาษาบาลีและได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง ซึ่งเป็นทุนพระราชทานของพระองค์พระราชทานเฉพาะพระและเณร ให้ได้ศึกษาทางธรรมสูงๆ เพื่อกลับมารับใช้สังคม ซึ่งผมได้รับทุนรุ่นแรก แม้ตอนนี้จะเป็นครูแล้วแต่ก็พร้อมจะนำคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติ ทำให้นักเรียนเห็น และเชิญชวนให้นักเรียนมาทำตามคำสอนของพระองค์ ให้เลือกทำแต่พอดีและเหมาะกับเขา” นายวัชราภรณ์กล่าว

นางสาวเกศสุดา ล้วนทร อายุ 34 ปี พนักงานบริษัท นิเด็ค นวนคร จ.ปทุมธานี กล่าวว่า พึ่งเดินทางมาเป็นครั้งแรก ส่วนที่เลือกเดินทางมาวันนี้เนื่องจากเข้ากะกลางคืนจึงชวนพี่สาว คือ นางชาลิสา ล้วนทร เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวง ร.9 ด้วย เพราะหากเดินทางมาวันเสาร์ อาทิตย์ คนน่าจะเยอะเพราะเป็นวันหยุดการทำงานของทุกคน วันนี้เดินทางมาถึงท้องสนามหลวงประมาณ 09.00 น. อยากมากราบเพราะพระองค์เป็นผู้นำเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศ พระองค์ทรงงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากอุบัติภัยต่าง ๆไม่ว่าจะน้ำท่วม น้ำแล้ง พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งพสกนิกรที่เดือดร้อน รู้สึกตื้นตันและซาบซึ้งใจ ยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ สำหรับตนก็ได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ทำเท่าที่เราทำได้ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว อยู่อย่างเรียบง่าย พอเพียงและมีความรับผิดชอบและขยันหมั่นเพียรในการทำงาน







