เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.,ร่วมแถลงข่าว พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.คธาธร คําเที่ยง รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.สส.บก.ตม.3 พ.ต.อ.ปกฉัตร ชัยสุกวัฒน์ ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร จับกุมนายเจด (นามสมมติ) อายุ 44 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัด
สมุทรปราการ ความผิดฐาน ร่วมกันช่วยเหลือ ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ ซึ่งบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตให้รอด พ้นจากการจับกุม นําตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.สส.บก.ตม.3 ดําเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ตม.จว.สมุทรปราการ และ กก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกันจับกุมคนไทย 3 คน ข้อหา “ช่วยเหลือ ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆขณะกําลังลักลอบพาคนต่างด้าวชาวกัมพูชาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 10 คน มาส่งที่บ่อปลาแห่งหนึ่งในเขต จว.สมุทรปราการ นําส่งพนักงานสอบสวนของ กก.สส.บก.ตม.3 ดําเนินคดีตามกฎหมาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สมุทรปราการ และ กก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนขยายผล จนพบความเชื่อมโยงว่า นายเจด (นามสมมุติ) เป็นผู้สั่งการในการลักลอบขนคนทั้งสองคดีก่อนหน้านี้ และระหว่างช่วงต้นปี 2566 ถึงปัจจุบัน บัญชีธนาคารของนายเจดมีเงินหมุนเวียนกว่า 150 ล้านบาท โดยมีการทําธุรกรรมพัวพันกับผู้ต้องหาในคดีก่อนหน้าถึงกว่า 1 พันครั้ง พนักงานสอบสวน กก.สส.บก.ตม.3 จึงขออนุมัติหมายจับ 2 หมาย ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ และศาลอนุมัติตามคําขอ ในระหว่างติดตามจับกุมตัวปรากฏอีกว่าเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตม.จว.ฉะเชิงเทรา พบเหตุลักลอบขนคนกัมพูชาในพื้นที่ โดยควบคุมตัวคนต่างด้าวไม่มีเอกสารหนังสือเดินทางกว่า 20 คน แต่ผู้ขับรถที่มาขนคนหลบหนีไปก่อน ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า นายเจด เป็นผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตํารวจตรวจคนเข้าเมืองจึงระดมกําลังติดตามจับกุมตัว นายเจด มาดําเนินคดีตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ต่อมานายเจด ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ กก.สส.บก. ตม.3 โดยนายเจด รับรับสารภาพว่ามีส่วนร่วมในการลักลอบขนคนต่างด้าวผิดกฎหมายจริงและที่มามอบตัว ก็เพราะ รู้สึกกดดันที่ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามตัวอย่างหนัก จนตัวเองต้องหนีไปนอนในป่าหลายวัน และสุดท้ายคงหนีไม่รอด จึงขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ จากการขยายผลเพิ่มเติม พบว่านายเจด นั้นยังมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายลักลอบขนคนต่าง ด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในคดีอื่นอีก ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดําเนินคดีตามกฎหมายกฎหมายให้พ้นจากการจับกุมต่อไป
พล.ต.ท.อิทธิพล กล่าวว่าตม.จว.สมุทรสาคร ร่วมกับ สภ.ม่วงสามสิบ จับกุม นางสุด (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี สัญชาติลาว ตามหมายจับ ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ความผิดฐาน ร่วมกันจําหน่าย ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) เพื่อการค้าและการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาต, สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทําความผิดก่อนหรือขณะกระทําความผิดจําหน่ายยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) เพื่อการค้าและการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยไม่ได้รับ อนุญาต, รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทําความผิดเพื่อประโยชน์ หรือให้ความสะดวกแก่การกระทํา ความผิด หรือเพื่อมิให้ผู้กระทําความผิดถูกลงโทษ นําตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ม่วงสามสิบ จว.อุบลราชธานี ดําเนินคดี ตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรสาคร (สถานีย่อยกระทุ่มแบน) ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จว.สมุทรสาคร ดําเนินคดีตามกฎหมาย
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตม.จว.สมุทรสาคร รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.ม่วง สามสิบ ว่านางสุด (นามสมมุติ) ซึ่งผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดอุบลราชธานีความผิดเกี่ยวกับจําหน่ายยาเสพติด และฟอกเงินหลบหนีหมายจับมาซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงร่วมกันได้ออกสืบสวนหาข่าวและติดตามตัวจนทราบว่านางสุด จะมาติดต่อธุระส่วนตัวบริเวณใกล้กับที่ทําการ ตม.จว.สมุทรสาคร จึงไปตรวจสอบพบบุคคลซึ่งมีตําหนิรูปพรรณตรงกับบุคคลตามหมายจับดังกล่าว จึงขอตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้ แทนหนังสือเดินทาง จากการตรวจสอบพบว่าคนต่างด้าวดังกล่าวคือนางสุดซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับ จึงแสดงหมายจับกุม สืบสวนทราบว่านางสุด เปิดบัญชีธนาคารสําหรับรับโอนเงินกลับประเทศลาว โดยมีเงินหมุนเวียนใน บัญชีกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งจะสืบสวนขยายผลต่อไป
พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่า กก.1 บก.สส.สตม.นําหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านหรูแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 เขตสวนหลวง กทม. เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีแก๊งชาวต่างชาติใช้เป็นฐานเปิดบ่อนพนันออนไลน์ จนสจับกุม น.ส.คิม (นามสมมติ) อายุ 21 ปี สัญชาติเวียดนาม พร้อมกับพวกรวม 18 คน (ชาย 10 คน หญิง 8 คน) โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทําอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่อ อิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของกลาง 39 รายการ นําส่ง พนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ดําเนินคดี
ก่อนจับกุม กก.1 บก.สส.สตม. รับการร้องเรียนว่าที่บ้านพักดังกล่าวมีกลุ่มชาวต่างชาติมีพฤติกรรมน่าสงสัยรวมกลุ่มจํานวนหลายคนอยู่ภายในบ้านดังกล่าว ลักษณะมีการเปิดไฟ ทํางานกันตลอดท้ังวันท้ังคืน และคนในบ้านไม่ค่อยออกไปไหน จึงตรวจสอบแล้วเชื่อว่าน่าจะเป็นแก๊งชาวต่างชาติลักลอบเปิดเว็บพนันออนไลน์ และทําการสืบสวนเฝ้าสังเกตพฤติกรรมคนภายในบ้านจนทราบว่าเป็น กลุ่มชาวเวียดนามจํานวนไม่ต่ำกว่า 10 คนและพบพยานหลักฐานว่ามีการลักลอบจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์จริง จึงขอหมายค้นบ้านพบว่าบ้านหลัง ดังกล่าวเป็นบ้านสองช้ัน ชั้นที่ 1 จัดเป็นที่พักผ่อนและรับประทานอาหาร ชั้นที่ 2 เป็นห้องพัก ส่วนห้องโถง เป็นสถานที่ทํางานมีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ตั้งอยู่ 10 ชุด มีพนักงานนั่งอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการเข้าระบบ เว็บพนันออนไลน์ b29.cafe, b69.cafe, Choangclub99.com, kingfun247.com และเข้าระบบโปรแกรมสื่อสังคม ออนไลน์เพื่อสนทนา ประกาศ ชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันและติดต่อแก้ไขปัญหาในการเล่นการพนันออนไลน์ และพบ ไฟล์เอกสารตารางการทํางานและดูแลระบบเว็บพนันของพนักงานแต่ละคน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบพนักงานทั้ง 18 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทํางานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ และจากการสอบถามคนต่างด้าวทั้ง 18 คนให้การ ยอมรับว่าพวกตนทํางานเป็นแอดมินเติมเครดิตให้กับลูกค้าและชักชวนลูกค้าให้มาเล่นการพนันออนไลน์ โดยมีการแบ่ง หน้าที่และช่วงเวลากันทํางานตลอด 24 ชั่วโมง มีนายทุนใหญ่เป็นชาวเวียดนาม ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนๆ ละ 20,000 บาท และเงินส่วนแบ่งที่ได้จากการชักชวนลูกค้าที่มาเล่นการพนัน โดยเช่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นฐานกระทําผิดมาตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2566

