3 ปี 2.6 ล้านไร่ สคทช.กับการบริหารจัดการที่ดินทำกิน
ปัญหาการแบ่งปัน การจัดสรรที่ดิน ยังไปไม่ถึงไหน สำหรับพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
ยังเพิ่มความขัดแย้งระหว่างภาครัฐด้วยกันในเรื่องที่ดิน ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.
แต่ด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ และรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
จึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างและขยายโอกาสให้กับประชาชนผ่านการจัดทำนโยบายในการเร่งรัดจัดหาที่ดินทำกิน เพื่อกระจายสิทธิการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ ตลอดจนพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ ให้เกิดความมั่นคงและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
ส่วนที่เป็นปัญหาก็ค่อยๆ แก้ไขกันไปตามสถานการณ์
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ “สคทช.” ถือเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในเรื่องดังกล่าว ผ่านกระบวนการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ส่งเสริมพัฒนาอาชีพ และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานโครงการสัมมนาเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจภารกิจและผลการดำเนินงานของ สคทช.ประจำปี พ.ศ.2567 ภายใต้หัวข้อ “3 ปี สคทช.พัฒนาต่อยอดการบริหารจัดการที่ดิน ประชาชนอยู่กินยั่งยืน” เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ อำนาจหน้าที่ และผลการดำเนินงานที่สำคัญของ สคทช. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. รวมทั้ง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างกว้างขวางและทั่วถึง
ประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ทั้งปัญหาข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน และระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน ดังนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือและพูดคุยหาข้อสรุปและหาทางออกร่วมกัน
โดยให้ความสำคัญและเร่งรัดจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 ของ สคทช. ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศอย่างเต็มศักยภาพและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สคทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันทำงานอย่างเข้มแข็ง เร่งรัดขับเคลื่อนการจัดที่ดินให้ประชาชน
รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ต่อยอดให้เป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายของโลก และกติกาใหม่ๆ ที่จะถูกสร้างขึ้นตามนโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อม เพื่อความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนคนไทยทุกคนอย่างมีเอกภาพและยั่งยืน

ทางด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการ สคทช. กล่าวว่า สคทช.ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ คทช. ที่ผ่านมาในช่วงแรกจะเน้นให้ความสำคัญกับการดำเนินงานพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ และการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน
โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน 1:4000 (One Map) ภายใต้หลักการ One Land One Law ได้ดำเนินการไปแล้ว 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 44 จังหวัด และปัจจุบันกำลังดำเนินการในกลุ่มที่ 5 ครอบคลุมจังหวัดในภาคใต้ สำหรับการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐตามมาตรการของ คทช.
ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 สามารถแก้ไขปัญหาได้ข้อยุติให้กับประชาชน 495 ราย และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 1,233 ราย โดยมีการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ 1,234 แปลง การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในลักษณะแปลงรวมโดยมิให้กรรมสิทธิ์ โดยให้หนังสืออนุญาตทำกินและสามารถตกทอดสู่ทายาทได้ ซึ่งปัจจุบันได้มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายทั้งสิ้น 1,582 พื้นที่ ในเนื้อที่ 5.89 ล้านไร่ มีการออกหนังสืออนุญาตแล้ว 2.6 ล้านไร่ และมีการจัดคนเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้วประมาณ 86,000 ราย รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ (Big Data Platform)

สคทช.มีเป้าหมายจะขับเคลื่อนเพื่อต่อยอดการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยการใช้เทคโนโลยี Block chain ในการปรับปรุงแผนที่ One Map เพื่อเกิดความโปร่งใส และการพัฒนาแผนที่ Digital เพื่อให้เกิดความทันสมัยและถูกต้องแม่นยำ การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศในการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐ และการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ คทช. ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและมาตรฐานสากล รวมทั้งการเตรียมการเพื่อรองรับระเบียบการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ได้ขับเคลื่อนแนวทางการสร้างมูลค่าที่ดินที่รัฐจัดให้กับประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำสมุดประจำตัวผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยในพื้นที่ คทช. เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐในการประกอบอาชีพได้
ทั้งหมดนี้ เป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

