บอร์ดแอลกอฮอล์ฯ เคาะแนวทางคุม ‘น้ำเมา’ รองรับสงกรานต์ 21 วัน ตั้งคณะทำงานศึกษาข้อมูลเวลาขายในร้านอาหาร
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค และกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้มีการพิจารณาเห็นชอบ 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.แนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2567 ตามที่กรมควบคุมโรค ร่วมกับภาคีเครือข่ายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสนอ ภายใต้แนวคิดรณรงค์ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” โดยบูรณาการร่วมกับแผนปฏิบัติการด้านควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2565-2570) เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากเทศกาลสงกรานต์ 2566 พบว่า ปัจจัยหลักยังมาจากการดื่มแล้วขับ โดยวันที่ 11– 17 เมษายน 2566 มีผู้ดื่มแล้วขับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 4,340 ราย เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 502 ราย และมักเกิดในถนนสายรองมากกว่าถนนสายหลัก ซึ่งในปีนี้รัฐบาลประกาศจัดกิจกรรม “มหาสงกรานต์ World Songkran Festival” ตั้งแต่วันที่ 1-21 เมษายน 2567 รวม 21 วัน จึงแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเทศกาล วันที่ 1-10 เมษายน ช่วงเทศกาล วันที่ 11-17 เมษายน และหลังเทศกาล วันที่ 18-21 เมษายน เน้นมาตรการพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัย “โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณาจัดพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ปลอดภัย ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และขอให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด/กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ร้านค้าและประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยส่งเสริมให้นายอำเภอ นักรณรงค์ มีส่วนร่วมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกประเภท (โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม) ห้ามขายนอกเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ เวลา 11.00 – 14.00 น. และ เวลา 17.00 – 24.00 น. และห้ามจำหน่าย/ห้ามบริโภคในสถานที่ที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งมีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุทุกราย ด้วยการใช้เครื่องเป่าวัดทางลมหายใจ หากเป่าไม่ได้ให้ส่งเจาะเลือดตรวจที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 20 ปี ที่มีแอลกอฮอล์เกินกำหนด คือ มากกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้สอบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย” นพ.ชลน่าน กล่าว
รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า นอกจากนี้ ให้เน้นมาตรการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน เพื่อสกัดกั้นคนเมาออกมาสู่ท้องถนน โดยการตั้งด่านครอบครัวและด่านชุมชน และให้มีการคัดกรองพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ที่ถูกศาลสั่งคุมประพฤติฐานขับรถขณะเมาสุราทุกราย พร้อมส่งต่อผู้ถูกคุมประพฤติที่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาลในสังกัด สธ.ทุกแห่ง โดยเบิกค่าใช้จ่ายตามสิทธิการรักษา
นพ.ชลน่าน กล่าวว่า 2.เห็นชอบร่างระเบียบและคำสั่ง 5 ฉบับ แบ่งเป็น ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ 1 ฉบับ คือ การเลือกและการแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการนโยบายฯ และร่างคำสั่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4 ฉบับ ได้แก่ เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่างและแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย หรืออนุบัญญัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ พ.ศ.2551, เรื่องแต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกฮอล์ฯ, เรื่องแต่งตั้งอนุกรรมการด้านการบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาข้อมูลประกอบการกำหนดกรอบระยะเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นไปตามที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มีมติให้คณะทำงานไปทำการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบระยะเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารทั่วไปอย่างรอบคอบ เพื่อดูความเป็นไปได้ในการขยายกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สนับสนุนกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ
“ซึ่งแม้จะไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการศึกษาข้อมูล แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม คณะทำงานที่แต่งตั้งชุดนี้จะเร่งรัดให้เร็วที่สุด โดยคำนึงถึงข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้าน เราดูทั้งเวลาจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมทุกมิติทุกด้าน เพื่อเอาคำตอบเสนอเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายฯ และเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เราดูทุกมิติ โดยเฉพาะมิติด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการว่า คำนึงถึงเศรษฐกิจแต่ต้องไม่ละเลยมิติสุขภาพให้สมดุลกัน คณะทำงานต้องไปหาข้อมูลข้อเท็จจริงมาสนับสนุนว่าจะกำหนดมาตรการอย่างไร เช่น ผลที่เกิดจากการขยายเวลาส่งผลด้านเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เทียบกับมิติสุขภาพที่สูญเสียไป เช่น สถิติอุบัติเหตุ ภาวะบาดเจ็บมาเทียบกัน โดยวันนี้ได้แต่งตั้งคณะทำงานเรียบร้อยแล้ว มี นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ เป็นประธานคณะทำงาน มีตัวแทนทุกหน่วยงานเข้ามาร่วมกัน มุ่งเน้นข้อมูลข้อเท็จจริงและวิชาการ คาดว่าจะศึกษาให้แล้วเสร็จใน 3 เดือน” นพ.ชลน่าน กล่าว



