‘พิพัฒน์’ เผยผลหารือร่วมบริษัทกองทุนเกาหลี เร่งขยับการลงทุนเต็มเพดาน หวังพาประกันสังคมพ้นภาวะล้มละลาย
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการ (สปส.) นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้ตรวจกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าหารือร่วมกับบริษัทการลงทุน AllianceBernstien Asset Management (Korea) Ltd. เพื่อนำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนกลับเข้าสู่กองทุน

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบัน สปส.ได้นำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุนใน 8 กองทุนที่มีความมั่นคงสูง โดยบริษัท AB เป็นบริษัทจัดการบริหารกองทุนของเกาหลี โดยมีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางประกันสังคมได้ลงทุนผ่านบริษัทเอเยนซี่ในประเทศสิงคโปร์ด้วยเงินลงทุนราว 400 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยการลงทุนปีที่ผ่านมามีผลประกอบการอยู่ที่ร้อยละ 4.79 ในเป้าหมายการลงทุนร้อยละ 4 ดังนั้นก็ถือเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ แต่การที่จะบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีความยั่งยืนและหลุดออกจากการคาดการณ์ของไอแอลโอ (ILO) และทีดีอาร์ไอ (TDRI) รวมถึงพรรคการเมืองต่างๆ และความกังวลผู้ประกันตน ที่ระบุว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนการบริหารกองทุนหรือเพิ่มมาตรการใดๆ ในอีก 30 ปีข้างหน้าหรือในปี 2597 กองทุนประกันสังคมจะเข้าสู่ภาวะล้มละลาย

“ประกันสังคมจำเป็นต้องบริหารกองทุนโดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนต่างๆ ให้มีผลตอบแทนมากกว่าเป้าหมายเดิม โดยผลตอบแทนจะต้องได้อย่างน้อยร้อยละ 5 ตามนโยบายที่ผมได้ประกาศไว้ ประกอบกับการทำมาตรการอื่น ได้แก่ 1.การขยายเพดานการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน จากเดิมเพดานการจ่ายเงินสมทบจะคิดจากเดือนที่ 15,000 บาท ก็จะต้องขยายเพดานไปที่ 17,500 บาทไปจนถึง 20,000 บาท 2.การขยายอายุเกษียณของผู้ประกันตนจากเดิมที่ 55 ปีก็ขยับไปที่ 60 ปีไปจนถึง 65 ปี 3.การเพิ่มจำนวนผู้ประกันตนในมาตรา 33 และ 39 โดยเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่เป็นแรงงานอิสระ ปัจจุบันมีผู้ประกันตนเพียง 11 ล้านคน เราจะต้องจูงใจให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้ามาสู่มาตรา 40 ให้ใกล้เคียง 25 ล้านคนให้มากที่สุด” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวต่อไปว่า ตามระเบียบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดว่าการนำเงินกองทุนไปลงทุนนั้นจะต้องแบ่งสัดส่วนเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำร้อยละ 60 เช่น ฝากธนาคารของรัฐ การซื้อพันธบัตร และความเสี่ยงสูงร้อยละ 40 โดยที่ผ่านมาประกันสังคมลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงประมาณร้อยละ 25 ซึ่งยังไม่เต็มเพดานร้อยละ 40 ตนจึงเชื่อมั่นว่าหากมีการลงทุนอย่างเต็มเพดานก็จะเป็นการขยายขยายโอกาสให้มีการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น
“ในปี 2567 ต้องมีการขยายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือบริษัทที่จะไปลงทุนด้วยนั้นจะต้องมีเรตติ้งไม่ต่ำกว่า BBB หากเทียบกับบริษัทในประเทศไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้ก็จะมีความมั่นคง ขณะนี้ก็มีการปรับเพิ่มการลงทุนไปแล้วในบางส่วน เราเชื่อว่าภายในปี 2568 มีการปรับการลงทุนและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเป็นไปได้ที่ร้อยละ 40 แต่ทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารกระทรวงแรงงาน โดยมีหัวใจสำคัญคือเลขาฯ ประกันสังคมและคณะกรรมการประกันสังคม ในการหารือว่าจะลงทุนในกองทุนใดบ้าง” นายพิพัฒน์กล่าว
เมื่อถามว่าในช่วงดอกเบี้ยขาลงของการลงทุนโลก จะต้องมีการปรับรูปแบบการลงทุนอย่างไร นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตนมองว่าช่วงดอกเบี้ยขาลงก็มีข้อดี คือ บริษัทต่างๆ สามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และสามารถเลือกบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากการที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะภาวะสงคราม แต่ตนเชื่อว่ากองทุนที่ประกันสังคมเลือกมาบริหารเงินกองทุนนั้น เราคัดเลือกมาอย่างดีที่สุด อย่างเช่นช่วงโควิด-19 ที่ทุกอย่างหยุดชะงัก แต่ในปี 2566 เรายังมีผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 2.4 หรือราว 6 หมื่นล้านบาท นั่นแสดงว่า กองทุนต่างๆ ที่เราลงทุนมีความมั่นคงสูงและสามารถให้ผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายของการลงทุน

