ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลของผู้ประกันตนรายหนึ่ง โพสต์ถึงประสบการณ์ในการตรวจสุขภาพใน รพ. ตามสิทธิว่า ไม่ได้รับการตอบรับ เนื่องจากบุคลากรรพ.ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แม้มีป้ายติดที่จุดคัดกรองว่า “ตรวจสุขภาพฟรีประกันสังคมติดต่อที่นี่” ก็ตาม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงว่า ขณะนี้ยอมรับว่า การให้บริการตรวจสุขภาพฟรียังมีปัญหา เนื่องจากโรงพยาบาลคู่สัญญาหลายแห่งยังไม่ทราบเรื่องการเพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ทำให้ผู้ประกันตนที่เดินทางไปรับบริการประสบปัญหา อย่างไรก็ตาม สปส.ยืนยันว่าได้ทำหนังสือแจ้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าวไปยังโรงพยาบาลคู่สัญญาทุกแห่งแล้ว นอกจากนี้ ยังพบว่าโรงพยาบาลคู่สัญญาหลายแห่งยังมีความไม่เข้าใจถึงรายละเอียดในการเริ่มต้นจัดบริการดังกล่าว จึงได้จัดให้มีการประชุมดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมแก่โรงพยาบาลคู่สัญญา

วันเดียวกัน ที่อิมแพคเมืองทองธานี สำนักงานประกันสังคม(สปส.) จัดประชุมชี้แจงสิทธิประโยชน์และการจัดบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลในโครงการประกันสังคม รุ่นที่ 1 เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมแก่โรงพยาบาลคู่สัญญาในการให้บริการสิทธิประโยชน์ตรวจสุขภาพฟรี ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ผู้ประกันตน โดยมีสถานพยาบาลเข้าร่วมประชุมดังกล่าวกว่า 240 แห่ง
นพ.สนธยา พรึงลำภู ที่ปรึกษาการแพทย์ สปส. กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกันตนใช้สิทธิรับบริการทางการแพทย์ก็ต่อเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น ดังนั้น การเพิ่มสิทธิประโยชน์ส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยจัดให้มีการตรวจสุขภาพฟรีที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ จึงช่วยให้ผู้ประกันตนสามารถรับบริการทางการแพทย์เมื่อยังไม่เจ็บป่วยได้ สำหรับการประชุมในครั้งนี้ได้ชี้แจงให้โรงพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคมเข้าใจถึงลักษณะของการตรวจสุขภาพที่เข้าเกณฑ์ตามสิทธิประโยชน์ดังกล่าว คือต้องเป็นการตรวจคัดกรองในผู้ประกันตนที่ยังไม่มีอาการป่วยมาก่อน จึงถือว่าเข้าเกณฑ์การเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ตรวจสุขภาพ แต่หากเป็นการตรวจสุขภาพในโรคที่เป็นอยู่แล้ว เช่น เป็นเบาหวานแล้วขอตรวจน้ำตาลในเลือด เป็นต้น หรือแพทย์สั่งตรวจสุขภาพเพิ่มเติมเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค หาสาเหตุของโรค ความรุนแรงของโรค ถือเป็นการตรวจสุขภาพตามสิทธิการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว ตรงนี้ก็จะเบิกจ่ายจากงบเหมาจ่ายรายหัวที่ สปส.ส่งให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาอยู่แล้ว ต้องแยกให้ชัดเจน
“สำหรับข้อกังวลของโรงพยาบาลคือ หลักเกณฑ์การตรวจสุขภาพและต้นทุนค่าบริการ ซึ่งอาจเกินจากอัตราค่าใช้จ่ายที่ สปส.กำหนดจะทำอย่างไร ก่อนอื่นขอชี้แจงว่า รายการตรวจสุขภาพและค่าบริการนั้น สปส.ยึดตามหลักเกณฑ์ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และมีการปรับให้เหมาะสม อย่างเรื่องเอกซ์เรย์ เกณฑ์ของกรมการแพทย์ไม่ได้พูดถึง แต่มีในประกาศแนบท้ายของ สปส. เป็นต้น ซึ่ง สปส.กำหนดเพราะบางอาชีพจำเป็นต้องได้รับการตรวจสุขภาพด้วยการเอ็กซเรย์จึงกำหนดเอาไว้ด้วย อย่างไรก็ตามขอให้โรงพยาบาลยึดตามบัญชีแนบท้ายของสปส. ตรวจคัดกรองตามความเสี่ยงจากการทำงาน และกลุ่มอายุ และพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนเรื่องต้นทุนการบริการ สปส.เองก็อยากทราบต้นทุนที่แท้จริงเช่นกันว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าหากโรงพยาบาลพบว่าไม่เพียงพอ ก็ต้องสะท้อนข้อมูลเข้ามายัง สปส. ซึ่งจะรายงานเข้าไปยังที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ต่อไป ซึ่งหากคณะกรรมการฯ เห็นว่ามีความจำเป็น ก็สามารถออกประกาศเพื่อปรับอัตราค่าบริการใหม่ได้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของโรงพยาบาล” นพ.สนธยา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าผู้เข้าร่วมประชุมถามว่า ค่าตรวจสุขภาพบางรายการไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงจะทำอย่างไร นพ.สนธยา กล่าวว่า ยอมรับว่าในช่วงแรกของการเริ่มโครงการมีปัญหาบ้าง อย่างเรื่องค่าใช้จ่ายตรงนี้กำหนดตามเรตของกรมการแพทย์ และซึ่งมีการใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) อยู่แล้ว แต่ก็สามารถปรับปรุงได้ โดยขอให้ทางโรงพยาบาลสะท้อนปัญหาเข้ามาให้ทราบ
นพ.วุฒิชัย บุญไชยะ แพทย์ประจำโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ฝ่ายสิทธิบัตร กล่าวว่า รพ.บุรีรัมย์มีความพร้อมในการให้บริการตรวจสุขภาพผู้ประกันตน เพราะมีประสบการณ์ในการจัดบริการให้แก่สิทธิบัตรทองและข้าราชการมาก่อน โดยมีการแยกหน่วยบริการตรวจสุขภาพทุกสิทธิการรักษาออกมาโดยเฉพาะ ทำให้ผู้มารับบริการไม่ต้องไปรอคิวปะปนกับผู้ป่วยที่มาพบแพทย์เพื่อรักษาทั่วไป ซึ่งแต่ละวันผู้มารับบริการตรวจสุขภาพก็มีไม่มาก ทำให้ไม่ต้องรอคิวนาน แต่หากตรวจสุขภาพแล้วพบว่ามีความจำเป็นต้องตรวจเฉพาะทางเพิ่มเติมก็อาจต้องไปเข้าระบบคิวตามปกติ ส่วนการตรวจสุขภาพโดยรวมมักเข้ามารับบริการตรวจเบาหวาน นิ่ว และเกาต์ เป็นส่วนใหญ่

