ผู้เชี่ยวชาญชี้ กลิ่นเหม็นไหม้ในกทม.บริหารจัดการอากาศล้มเหลว ไม่เกี่ยวกัมพูชา
กรณีที่เมื่อค่ำวันที่ 20 มีนาคม หลายพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีฝนตกหนัก และประชาชนได้เกิดกลิ่นไหม้ในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า กรมควบคุมมลพิษ จิสด้า ต่างออกมาเผยแพร่ภาพถ่ายจุดความร้อน พบว่ารอบๆประเทศไทยโดยเฉพาะ พื้นที่ประเทศกัมพูชานั้นมีจุดความร้อนจำนวนมาก ทำให้โซเชียลได้ออกมาต่อว่า ว่า ประเทศกัมพูชา เป็นต้นเหตุการเกิดปรากฏการณ์กลิ่นเหม็นไหม้ดังกล่าวนั้น
วันที่ 21 มีนาคม นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การเกิดเหตุกลิ่นไหม้แสบตาแสบจมูกแบบเจือจางในกทม.คืนวันที่ 20 มี.ค. 67น่าจะมาจากสาเหตุดังนี้ 1.สถานการณ์สภาพอากาศในกทม.วันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมาฝนตกหนักหลายพื้นที่ในช่วงเช้าและฝนตกเกือทั้งวันหลังฝนตกในและช่วงกลางคืนจึงมีความชื้นสูงมากที่เกิดขึ้นในบรรยากาศ 2.ก่อนหน้านั้นอากาศร้อนปกคลุมกทม. มาหลายวันเมื่อมีความกดอากาศสูงหรือมวล อากาศเย็นพัดเข้าปะทะทำให้ฝนตกลงมา ค่อนข้างมาก การที่มวลอากาศเย็นพัดปก คลุมพื้นที่ทำให้อากาศปิดอัตราการระบายอากาศในแนวดิ่งเกิดได้น้อยและลมค่อนข้างนิ่ง มลพิษทางอากาศทั้งฝุ่น PM2.5 และอนุภาคของกำมะถัน คาร์บอนต่างๆมีปริมาณมากจากรถยนต์ การเผาในที่โล่งและโรงงานต่างๆที่เกิดตลอดวันในกทม. จะลอยไปสะสมอยู่ในบรรยากาศใกล้ผิวโลกเมื่อรวมกับออกซิเจน กลายเป็นซัลเฟอร์ และคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น สะสมในบรรยากาศ
นายสนธิ กล่าวว่า เมื่ออากาศมีความชื้นสูงจึงทำปฎิกิยากับก๊าซซัลเฟอร์ และ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลายเป็นกรดซัลฟิวริคและกรดคาร์บอนิค บางส่วนแตกตัวเป็นซัลเฟอร์ และ คาร์บอนไดออกไซด์ ด้วย กรดซัลฟิวริคปกคลุมผิวดินทำให้เกิดอาการแสบตาแสบจมูกได้ และซัลฟิวริค จะมีกลิ่นคล้ายกำมะถันและกลิ่นไหม้ แต่ทั้งหมดไม่ได้มีอันตรายต่อสุขภาพเพราะเจือจางแล้วเพียงแค่ได้กลิ่น หากความชื้นในอากาศน้อยลงและลมพัดแรงขึ้นเหตุการณ์นี้ก็จะหายไป
เมื่อถามว่า ที่หลายคนเห็นแผนที่จุดความร้อนแล้วต่อว่า ว่า สาเหตุของกลิ่นเหม็นไหม้ดังกล่าว เป็นเพราะลมพัดมาจากประเทศกัมพูชา จริงหรือไม่ นายสนธิ กล่าวว่า เรื่องกลิ่นในกรุงเทพนั้น ไม่จริง ไม่ต้องโทษประเทศเพื่อนบ้าน สาเหตุนั้นมาจากการกระทำของคนในกรุงเทพเอง
“ถ้ามาจากเขมร ก็ต้องเหม็นทั้งวัน และเหม็นอยู่แถบพื้นที่ตะวันออก ซึ่งเมื่อวานทั้งวันผมอยู่ จ.ชลบุรี ไม่เห็นได้กลิ่นอะไรเลย ไม่ต้องโทษใคร สาเหตุอยู่ที่กรุงเทพเองนั่นแหละเหตุผลอย่างที่บอกไปข้างต้น หลักๆของการเกิดซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์ มาจากรถยนต์ ซึ่งในกรุงเทพมีรถยนต์ที่จดทะเบียน 3.1 ล้าน คัน ไม่รวม ที่มาจากต่างจังหวัด และช่วงกลางคืนที่อนุญาตให้รถ 10 ล้อ 18 ล้อ เข้าเมือง พ่นควันดำ มองไม่เห็นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง”นายสนธิ กล่าว
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้กรุงเทพก็มีฝุ่น และมีฝนตก แต่ทำไม ไม่เคยมีกลิ่นเหม็นไหม้ เหมือนที่เกิดเมื่อคืน นายสนธิ กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลัน ระหว่างฝนกับฝุ่นที่มี ก๊าซคาร์บอน และก๊าซซัลเฟอร์ รวมอยู่ด้วย และสะสมอยู่ในปริมาณที่มาก
“จะว่า เราบริหารจัดการคุณภาพอากาศที่ล้มเหลว ก็ไม่ผิดนัก แม้กระทั่งร่างกฏหมายอากาศสะอาดที่หากประกาศใช้แล้ว จะได้ผล อากาศมันจะดีขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราไม่มีเจ้าภาพที่จะมาจัดการเรื่องนี้ชัดเจน น่าเป็นห่วงมาก ยิ่งเราต้องเผชิญกับปรากฏการณ์โลกร้อนโลกเดือด อากาศปรวนแปรด้วย”นายสนธิ กล่าว
เมื่อถามว่า ถ้าอย่างนั้นต้องทำอย่างไร นายสนธิ กล่าวว่า ต้องมีเจ้าภาพที่เข้ามาทำเรื่องนี้ชัดเจน แต่เวลานี้ รถควันดำ ตำรวจไม่จับ รถ 10 ล้อ 18 ล้อ วิ่งกันขวักไขว่กลางคืน มองไม่เห็นควันดำก็ไม่มีใครทำอะไร ดังนั้น ไม่ต้องโทษ ไม่ต้องไปว่าใคร โทษตัวเราเองนั้นแหละ

