นักวิชาการแจงที่มาค่า’เอคิวไอ’ ชี้อย่าตระหนกหากค่าพุ่งติดอันดับโลก
กรณีที่สำนักข่าวหลายๆ สื่อ นำเสนอเรื่องดัชนีคุณภาพอากาศ หรือเอคิวไอ (AQI-Air Quality Index) ที่มักจะพบว่า ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลก ล่าสุด พบว่า จ.เชียงใหม่ มีค่าเอคิวไออันดับ 2 ของโลก คือ 186 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรนั้น
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์ว่า คำว่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือเอคิวไอนั้น เป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในภาพรวมที่ประกอบด้วยมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) 1.ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) 2.ก๊าซโอโซน (O3) 3.ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เป็นการวัดแค่ช่วงเวลาเดียวแป๊บเดียว ในขณะที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) นั้น ใช้ตัวเลขค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เช่น ตั้งแต่ 8 โมงเช้าของเมื่อวาน ถึง 8 โมงเช้าของวันนี้ ส่วนของ จิสด้า หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศนั้น วัดค่าฝุ่นพีเอ็ม2.5 แบบเรียลไทม์
“ซึ่งค่ามาตรฐานที่ทางองค์การอนามัยโลกนั้น เขาใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็นหลัก โดยค่าเอคิวไอนั้น บางครั้งที่วัดออกมา อาจจะไม่มีค่าฝุ่นพีเอ็ม2.5 ก็ได้ แต่มีก๊าซอย่างอื่นอยู่ ซึ่งอากาศดี หรืออากาศไม่ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีฝุ่นเยอะอย่างเดียวเท่านั้น อาจจะมีก๊าซอย่างอื่นอยู่ด้วย แต่เพื่อความตื่นเต้นในการนำเสนอ เมื่อเห็นว่า ตอนนี้เอคิวไอพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของประเทศไทยขึ้นมาอันดับต้นๆ แล้วเป็นวิกฤต เป็นเรื่องน่ากลัวต้องนำเสนอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจจะขึ้นมาแค่ 5-10 วินาที แล้วลงไปก็ได้ ดังนั้นหากต้องการทราบปริมาณฝุ่นพีเอ็ม2.5 ที่เป็นค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกนำมาอ้างอิง ต้องดูจากค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ซึ่งกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่วัดอยู่เวลานี้” นายสนธิกล่าว
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่อธิบายมานี้ไม่ได้หมายความว่าให้เบาใจ หรือละเลย เพราะยังไงมลพิษในอากาศก็คือมลพิษ แม้ไม่ใช่ฝุ่น แต่ก็ยังมีก๊าซตัวอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีก ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งพื้นที่ที่มีอากาศดี ก็ไม่ควรมีก๊าซเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ

