เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่2กุมภาพันธ์ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ต.กรเอก เพชรไชยเวส รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(รองผบช.ก.) พร้อม พล.ต.ต.ประเสริฐ พัฒนาดี ผบก.ปคบ. เภสัชกรประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และ เจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกันแถลงจับกุม ขบวนการลักลอบจำหน่ายยาแก้ไอและยาแก้แพ้รายใหญ่ย่านมีนบุรีให้กับเยาวชนในพื้นที่ พร้อมยาแก้ปวด (ทรามาดอล) 46,300 แคปซูล ยาแก้ไอและยาแก้แพ้ ชนิดน้ำเชื่อม 10,000 ขวด ยาแก้ไอ ชนิดเม็ด 5,800 เม็ด ยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา 7,600 เม็ด รวมมูลค่า 1,500,000 บาท และอาจมีส่วนเกี่ยวพันกับการลักลอบค้ายาแก้ไอในพื้นที่ภาคใต้
พล.ต.ต.กรเอก เปิดเผยว่า ปัจจุบันเยาวชนนำยาแผนปัจจุบันประเภทยาปวด (ทรามาดอล) มาผสมกับยาแก้ไอและยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม ซื้อมาจากร้านจำหน่ายยาแผนปัจจุบันเพื่อมาเสพให้เกิดอาการมึนเมา เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จึงประสานกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินการตรวจสอบ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ปคบ. เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจค้น 3 จุด คือ 1.ร้านยาบ้านขวัญ ฟาร์ม่า เลขที่ 35/8 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กทม. 2.อาคารพาณิชย์ติดกับร้านยาบ้านขวัญ ฟาร์ม่า ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กทม. และ 3.ร้าน ดีแอนด์ดี ฟาร์ม่า เลขที่ 19/2 ถนนราษฎร์ร่วมใจ แขวงทรายกองดินใต้ เขตคลองสามวา กทม. จับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายยา3รายพร้อมของกลางทั้งหมด โดยให้พักใช้ใบอนุญาตขายยาและส่งตัวดำเนินการสอบสวนต่อไป
เภสัชกรประพนธ์ กล่าวว่า ตามประกาศฯ เรื่องการควบคุมการจำหน่ายยาน้ำแก้ไอที่มีไดเฟนไฮดรามีน หรือ โปรเมทาซีน หรือเดกซ์โตร-เมธอร์แฟน เป็นส่วนประกอบ มีการจำกัดปริมาณการจำหน่ายจากผู้ผลิตไปยังร้านขายยาไม่เกิน300ขวดต่อแห่งต่อเดือน และจำกัดการขาย ไม่ควรจ่ายยาเกินครั้งละ 3 ขวดเพื่อป้องกันการนำยาดังกล่าว ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ กรณียาอันตราย ทรามาดอล อย.มีมาตรการเข้มงวด ให้จำหน่ายยาเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นทางการแพทย์เท่านั้นไม่เกิน 20 แคปซูลต่อครั้ง รวมถึงห้ามจำหน่ายยาให้กับเด็กอายุต่ำกว่า17ปีในทุกกรณี พร้อมขอให้ผู้รับอนุญาตและเภสัชกร ร่วมกันทำบัญชีซื้อยาและบัญชีการขายยาให้เป็นจริง หากพบร้านขายยาใดฝ่าฝืนกระทำความผิดซ้ำจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะถูกเสนอคณะกรรมการยาให้ความเห็นชอบในการพักใช้ใบอนุญาตขายยาจนกว่าคดีถึงที่สุด ทั้งนี้ยังมีการรั่วไหลของยาดังกล่าวออกนอกระบบทำให้มีการแพร่ระบาดยาปลอมอยู่บ้าง เจ้าหน้าที่เตรียมประสานข้อมูลเพื่อดำเนินการตรวจค้นต่อไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา”ขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษขณะผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่อยู่ , ขายยาแผนปัจจุบันนอกเวลาทำการ , ขายยาไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา , ผู้ขายไม่แสดงฉลากยาถูกต้อง , ผู้ขายไม่จัดทำบัญชี และ เก็บยานอกเวลาที่ระบุไว้ในใบอนุญาต” ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

