นายกสมาคมนักข่าวฯ ยื่นปธ.สอบข้อเท็จจริง สภาการสื่อฯ ตรวจสอบเคสรับเงินเว็บพนัน

28.03.24 | 13:32 น.

นายกสมาคมนักข่าวฯ ยื่นปธ.สอบข้อเท็จจริง สภาการสื่อฯ ตรวจสอบเคสรับเงินเว็บพนัน


เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นางสาว น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง เลขาธิการและโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวิษณุ นุ่นทอง กรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ เข้ายื่นหนังสือถึง ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนักข่าวรับเงินจากแหล่งข่าว ซึ่งเป็นชุดที่สภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติ แต่งตั้งขึ้นตั้งแต่เกิดคดีที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปรากฏข้อมูลว่ามีนักข่าวบางส่วนรับเงินจากแหล่งข่าว

ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีมีการให้ข่าวพาดพิง อุปนายก สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ชื่อย่อ “ว.” รับเงินจากเว็บพนัน เนื่องจากถือเป็นเรื่องเดียวกับกรณีที่กำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่

Advertisement

นายจีรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (27 มีนาคม 2567) ตนได้พบกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม บุคคลที่ระบุถึงอุปนายก ว. และได้พูดคุยกันเล็กน้อยและสอบถามถึงข้อเท็จจริง โดยชี้แจงว่า อุปนายกของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ชื่อย่อ ว. ในอดีตมีหลายคน ซึ่งนายษิทราก็ยืนยันว่าข้อมูลการรับเงินเป็นไปตามที่เผยแพร่ และเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ได้พาดพิงถึงตัวองค์กร ส่วนจะเป็นอุปนายกคนใดนั้น ให้ทางสมาคมฯ ไปตรวจสอบกันเอง

“อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการที่มีการเปิดเผยแค่ตัวย่อ ว. ทำให้ยากที่องค์กรจะตรวจสอบ เพราะไม่สามารถพุ่งเป้าไปที่คนใดคนหนึ่ง เพียงเพราะมีตัว ย่อ ว. เหมือนกัน จะกลายเป็นการกล่าวหาบุคคลนั้น ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ยินดีที่จะถูกตรวจสอบ หรือหากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเรียกไปให้ข้อมูลก็ยินดี” นายจีรพงษ์กล่าว

ด้าน ดร.วิเชียร กล่าวว่า การตรวจสอบนักข่าวที่รับเงินจากแหล่งข่าวในคดีแรกนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงพยานไปเกือบเสร็จแล้ว เหลือสอบอีกแค่บางปากก็จะเสร็จสมบูรณ์ และเมื่อมีการยื่นขอให้ตรวจสอบกรณีที่ทนายตั้มแฉเพิ่มเติม ตนก็จะรับเรื่องไว้ และคาดว่าต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีกไม่มาก จากเดิมที่ตั้งกรอบระยะเวลาไว้ 90 วัน ขณะนี้ใกล้ครบกำหนดแล้ว แต่เมื่อมีเรื่องใหม่เข้ามาก็จะขยายเวลาออกไปอีก 1 เดือน ก็น่าจะเพียงพอในการตรวจสอบทั้ง 2 กรณี ก่อนจะมีการเปิดเผยผลการตรวจสอบในคราวเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ทนายตั้มออกมาแถลงข่าวพาดพิงถึงบุคคลอื่นในที่สาธารณะ จนทำให้เกิดความเสียหายนั้น เป็นเรื่องที่ผิดมรรยาททนายความหรือไม่

ดร.วิเชียร กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูการแถลงข่าวอย่างละเอียด แต่โดยหลักการสภาทนายความมีข้อบังคับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำหน้าที่ในศาลหรือสถานที่ใด หากพิจารณาแล้วหมิ่นเหม่หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ ก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการร้องเป็นคดีมรรยาททนายความได้ ซึ่งการตรวจสอบมรรยาททนายความนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของนายกสภาทนายความ แต่เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมการมรรยาททนายความที่จะพิจารณา หากเห็นว่าพฤติกรรมของทนายความคนใดเข้าข่ายผิดข้อบังคับของทนายความ หรือมีผู้ร้องเรียนมรรยาททนายความคนดังกล่าว ก็สามารถตั้งเรื่องตรวจสอบได้ จากนั้นเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบแล้วก็จะผลความเห็นกลับมาที่นายกสภาทนายความ ให้พิจารณาถึงบทลงโทษหากพบว่าฝ่าฝืนข้อบังคับทนายต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีทนายความของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะยื่นฟ้องเอาผิดทนายตั้ม ดร.วิเชียร กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิ์ของคู่กรณีที่สามารถกระทำได้ ซึ่งก็ต้องรอผลตัดสินของศาลถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม สภาทนายความมีข้อบังคับข้อหนึ่งว่า หากศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่ไม่ใช่ข้อหาประมาท หรือความผิดลหุโทษ และจำเลยเป็นทนายความ ก็จะมีการส่งเรื่องมาที่สภาทนายความเพื่อให้ถอดถอนรายชื่อจากการเป็นทนายความอยู่แล้ว และคู่กรณียังสามารถร้องเรียนต่อสภาทนายความควบคู่กันได้ด้วย

“ฝากถึงทนายความว่า ทนายทุกคนสามารถที่จะแถลงข่าวในประเด็นต่างๆ ได้ แต่จะต้องมีเหตุผลและหลักฐานที่เพียงพอ รวมถึงต้องไม่ฝ่าฝืนข้อบังคับของมรรยาททนายความ” ดร.วิเชียรกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนักข่าวรับเงินจากแหล่งข่าวเรื่องแรกล่าช้า ทั้งที่สอบข้อเท็จจริงพยานไปเกือบเสร็จแล้ว เนื่องจากยังรอพยานปากสำคัญ คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องเข้าชี้แจง

โดยมีรายงานว่า ล่าสุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ประสานไปที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนักข่าวรับเงินจากแหล่งข่าวว่า อาจจะเข้าให้ข้อมูลในสัปดาห์หน้า