หน้าแรก ในประเทศ ชาวเชียงใหม่ส...

ชาวเชียงใหม่สะท้อนปัญหา ฝุ่นน่ากลัว-อันตราย วอนนัดเผาพร้อมกัน จบในครั้งเดียว

31.03.24 | 13:23 น.

ชาวเชียงใหม่สะท้อนปัญหา ฝุ่นน่ากลัว-อันตราย วอนนัดเผาพร้อมกัน จบในครั้งเดียว

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เชียงใหม่ รายงานพบจุดความร้อน (Hotspot) ประจำวันที่ 31 มีนาคม 2567 รอบเช้า จำนวน 90 จุด
ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว 16 จุด, ฮอด 11 จุด, อมก๋อย 10 จุด, แม่แจ่ม 10 จุด, แม่แตง 8 จุด, ฝาง 6 จุด, สะเมิง 5 จุด, ไชยปราการ 5 จุด, แม่วาง 5 จุด, ดอยเต่า 4 จุด, แม่ริม 2 จุด, พร้าว 2 จุด, เวียงแหง 2 จุด, กัลยาณิวัฒนา 1 จุด, แม่ออน 1 จุด, แม่อาย 1 จุด และจอมทอง 1 จุด

โดยพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ชม.18 (แม่นาฮ่อง) ร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จุดเฝ้าระวังไฟป่าบ้านห้วยบง ร่วมกันตรวจสอบจุดความร้อน หรือ Hotspot ทั้งหมดเป็นไฟกลุ่มเดียวกัน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ท้องที่บ้านห้วยบง หมู่ 12 ตำบลแม่ศึก ตรวจสอบพบว่าไฟลุกไหม้เป็นบริเวณกว้าง เจ้าหน้าที่ช่วยกันดับไฟและสามารถควบคุมไฟไว้ได้ พื้นที่ความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 50 ไร่ สาเหตุคาดว่าเกิดจากการเก็บหาของป่าและล่าสัตว์

ส่วนอุทยานแห่งชาติแม่วาง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) เจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน พบเห็นแสงไฟบริเวณปรงป่า บ้านไร่บวกบง หมู่ 26 ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ พบพื้นที่เผาไหม้เสียหายประมาณ 3 ไร่ สาเหตุจากการลักลอบเผาป่าเต็งรัง

ส่วนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) นำทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ออกหน่วยบริการทางการแพทย์ พร้อมจัดนิทรรศการบริการวิชาการสู่ชุมชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี “รับมือ รู้ทัน ป้องกัน PM2.5” เป็นวันที่ 2 บริเวณชั้น 1 Grand Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงมลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่น PM2.5 มักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนเป็นประจำทุกปี มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก พร้อมสะท้อนความรู้สึกผ่านข้อความว่า ใกล้ตายแล้ว, อยากให้อากาศเชียงใหม่ดี, ฝุ่นน่ากลัว, ฝุ่นอันตรายมาก และขอให้คนเผานัดเผาพร้อมกันจะได้มีฝุ่นครบจบในครั้งเดียว เป็นต้น

Advertisement

ด้าน ดร.เจน ชาญณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดของอุทยานแห่งชาติแม่ปิงและบ้านก้อ พบว่า หมู่ 3 เกิดไฟทุกปีและจะลุกไหม้ตลอดแนวสายไฟหลักที่เข้าหมู่บ้าน ทั้งตัวสายไฟและต้นไม้ตลอดแนวไฟจะโดนไฟ เมื่อไม้โค่นลงมาจะดึงสายไฟให้ขาด หมู่บ้านก้อมีไฟฟ้าดับบ่อยมาก เพราะเหตุนี้ ซึ่งการขาดความมั่นคงทางไฟฟ้านั้นเป็นปัญหาใหญ่ ไม่สามารถตั้งห้องเย็นในบ้านก้อเพื่อเก็บสินค้าหรือผลผลิต เพราะหากไฟดับจะเน่าเสียทั้งหมด เป็นการตัดอนาคตของการสร้างสินค้าเกษตรคุณภาพสูงให้เป็นเรื่องเป็นราว พื้นที่แถวนั้นมีโขลงช้างอยู่ ช้างก็จะเดือดร้อนหาอาหารไม่ได้ ไฟจะทำลายอาหารของช้างทั้งหมด

“ส่วนไฟหลังหมู่ 4 นั้นลุกไหม้หลายหมื่นไร่ ส่วนไฟด้านใต้หลังหมู่ 1 กำลังจะเข้าป่าต้นน้ำ บ้านก้อเผาป่าต้นน้ำของตัวเองทุกปี ตลอดเวลา 23 ปี มีไฟเข้าทุ่งกิ๊กแล้วกว่า 20 ครั้ง และสภาพของป่าบางส่วนกลายเป็นทุ่งหญ้าให้เห็นแล้ว หมู่บ้านที่ยอมเผาป่าต้นน้ำของตัวเองโดยไม่สนใจถือว่าแปลกมาก ยิ่งมีการขอร้องให้หยุดเผากลับยิ่งหนักขึ้น ถือว่าอันตรายมาก เพราะกลุ่มควันไฟที่กลายเป็นฝุ่นจะทำลายสุขภาพประชาชนในพื้นที่มากขึ้น”

ในขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน) ออกประกาศเตือนซ้ำให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝุ่นที่มีขนาดเล็กในพื้นที่ดังกล่าว