‘พิพัฒน์-ชลน่าน’ ร่วมดูแล ‘ผู้ประกันตน’ 24 ล้านคน คิกออฟตรวจสุขภาพเชิงรุก 14 รายการ จับมือ สปสช.วางระบบป้องกันความซ้ำซ้อน
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ศูนย์การค้าวัสดุก่อสร้างดูโฮม สาขาปทุมธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมเปิดงานโครงการการตรวจสุขภาพเชิงรุกในสถานประกอบการ (KICK OFF) ระหว่าง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยมี นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการ สปส. นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทดูโฮม จำกัด ร่วมงาน พร้อมตรวจสุขภาพผู้ประกันตนในบริษัทดูโฮมกว่า 500 คน โดยโรงพยาบาล (รพ.) ปทุมธานี


นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สปส. และ สปสช. ได้ร่วมกันดูแลสุขภาพประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกันตนทั้งมาตรการ 33, 39 รวม 14 ล้านคน และมาตรา 40 อีก 10 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 24 ล้านคน จึงเป็นนิมิตรใหม่อันดีในการบูรณาการการสร้างเสริมป้องกันโรค ซึ่งการตรวจคัดกรองสุขภาพให้กับผู้ประกันตน โดยเฉพาะวัยแรงงาน จะส่งผลดีอย่างยิ่งในการลดอัตราการเจ็บป่วยที่จะนำมาสู่การรักษาพยาบาลและการลางาน ดังนั้น การร่วมมือกันของ สปส. และ สปสช. จึงเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมให้ผู้ประกันตนมาใช้สิทธิตรวจสุขภาพตามรายการสุขภาพพื้นฐานของ สปสช. และสนับสนุนการ ใช้สิทธิตรวจสุขภาพเพิ่มเติมของ สปส. “ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” ซึ่งผู้ประกันตน สามารถยืนยันสิทธิของตนเองผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ที่เป็นแอพพ์ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งสามารถตรวจสอบสิทธิและรายการตรวจสุขภาพได้
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สปส.ได้ปรับปรุงประกาศคณะกรรมการการแพทย์ของ สปส. และเพิ่มสิทธิการตรวจสุขภาพของผู้ประกันตน 14 รายการ ให้ได้รับการตรวจสุขภาพที่ถี่ขึ้นตามช่วงอายุที่เหมาะสม เช่น ช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 1 ครั้งทุกปี เช่น การตรวจไขมันในเส้นเลือด น้ำตาลในเลือด การทำงานของไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจปัสสาวะ เป็นต้น เพิ่มรายการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง FIT TEST การตรวจวัดความดันของเหลวภายในลูกตา รวมถึงเพิ่มความถี่การถ่ายภาพรังสีทรวงอก ซึ่งการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฯ
ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการค้นหาโรคและเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคของผู้ประกันตน เพื่อให้ผู้ประกันตนมีสุขภาพที่ดี พร้อมทั้ง ลดค่าใช้จ่ายที่อาจสูญเสียไปกับค่ารักษาพยาบาล ลดอัตราการลางาน ลดอัตราการเจ็บป่วยเรื้อรังที่อาจทำให้เกิดอันตราย พิการ หรือเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 ได้ตั้งเป้าการตรวจสุขภาพผู้ประกันตนให้ครบ 100%


ด้าน นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างยิ่ง เพราะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานคนแรกที่ผลักดันโครงการนี้จนสำเร็จ ซึ่งพี่น้องแรงงานมักจะพบโรคที่เกิดจากการทำงานตามรูปแบบของงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคกระดูก โรคปอดจากฝุ่น โรคที่เกิดจากการสัมผัสสารเคมี เป็นต้น ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาโรคอย่างเหมาะสม หรือที่เรียกว่า อาชีวเวชศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในการดูแลสุขภาพคนไทยตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่ครอบคลุมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ทั้งนี้ โครงการตรวจสุขภาพเชิงรุก พบข้อดี 3 ประการ คือ ประการที่ 1 การบริหารงบประมาณในการส่งเสริมป้องกันโรคทั้ง 2 กองทุนอย่างมีคุณภาพ โดยทางประกันสังคม ได้เพิ่มเติม 14 รายการตรวจสุขภาพที่เหมาะกับช่วงอายุของคนทำงาน ประการที่ 2 การตรวจสุขภาพเชิงรุกในสถานประกอบการ จะเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ประชาชน เพราะที่ผ่านมาวัยแรงงานมักจะไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ เนื่องจากต้องลางานไป รพ. ดังนั้น เมื่อมีการตรวจเชิงรุก ก็จะเพิ่มการเข้าถึงได้มากขึ้น และ ประการที่ 3 เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ประกอบการและลูกจ้าง ซึ่งการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งเพิ่มขึ้นมาจากเงินเดือนค่าจ้าง
ขณะที่ นายบุญสงค์ กล่าวว่า การคิกออฟในวันนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำว่าผู้ประกันตนจะได้รับการดูแลด้านสุขภาพที่ครอบคลุม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทุก รพ.ทั่วประเทศ สถานประกอบการที่สนใจ สามารถดำเนินการประสานสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการให้บริการตรวจสุขภาพ ที่ขึ้นทะเบียนเรื่องส่งเสริมสุขภาพของ สปส. และ สปสช. ณ ปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ รวม 213 แห่ง แบ่งเป็น สถานพยาบาลรัฐ 165 แห่ง เอกชน 48 แห่ง สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ www.sso.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1506 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการตรวจสุขภาพ 14 รายการ ตามช่วงอายุของผู้ประกันตนคนไทยและต่างด้าว ในมาตรา 33 และ 39 ได้แก่
1.การคัดกรองการได้ยิน อายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
2.การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข และสอนการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง อายุ 30-39 ปี ตรวจทุก 2 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
3.การตรวจตาโดยจักษุแพทย์ คัดกรองความผิดปกติ ค้นหาโรคทางสายตา การตรวจ Snellen eye Chart และการวัดความดันของเหลวในลูกตา อายุ 40-54 ปี ตรวจทุก 2 ปี อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
4.ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC อายุ 15-34 ปี ตรวจ 1 ครั้ง อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
5.ตรวจปัสสาวะ UA อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
6.น้ำตาลในเลือด Fasting Blood Sugar อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครัังต่อปี
7.การทำงานของไต Cr และ eGFR อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
8.ไขมันในเลือดชนิด Total cholesterol & HDL cholesterol อายุ 20-34 ปี ตรวจทุก 5 ปี อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
9.ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ HbsAg สำหรับผู้ที่เกิดก่อน พ.ศ.2535 ตรวจ 1 ครั้ง
10.มะเร็งปากมดลูก Pap Smear อายุ 30 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 3 ปี
11.มะเร็งปากมดลูก Via อายุ 30-55 ปี ตรวจทุก 5 ปี โดยอายุ 55 ปีขึ้นไป ควรใช้วิธีตรวจด้วย Pap Smear เท่านั้น
12.มะเร็งปากมดลูก HPV DNA TEST ชนิด 2 สายพันธุ์และ 14 สายพันธุ์ อายุ 30 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 5 ปี
13.ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง FIT TEST อายุ 50 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
14.การถ่ายภาพรังสีทรวงอก Chest X-ray อายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 3 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนหน้านี้ สปสช. โดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25-26 มีนาคมที่ผ่านมา สปสช.ได้ร่วมกับ สปส.ชี้แจงแนวทางการจัดบริการและการขอรับค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้ประกันตนให้แก่สถานพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคมที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคกับ สปสช. เรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 เมษายนนี้เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ทพ.อรรถพร กล่าวว่า สปสช. และ สปส.ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) บูรณาการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้ประกันตน ภายใต้ชุดบริการการตรวจสุขภาพประจำปี ที่ สปส.กำหนดไว้จำนวน 14 รายการ และชุดบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามรายการบริการ (Fee Schedule) ที่ สปสช. กำหนดจำแนกตามกลุ่มอายุ จำนวน 24 หมวดรายการ แนวทางนี้ เป็นการบูรณาการหน่วยบริการจากที่เคยขึ้นทะเบียนแยกกันของทั้ง 2 หน่วยงาน ให้เป็นหน่วยบริการภายใต้ระบบเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับริการในหน่วยบริการเพียงแห่งเดียว แต่ได้รับบริการครอบคลุมตามรายสิทธิประโยชน์ทุกรายการที่ทั้ง 2 หน่วยงานกำหนด โดยไม่ต้องเดินทางไปขอรับบริการหน่วยบริการหลายแห่งเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไป



