หน้าแรก ในประเทศ คิงเพาเวอร์เล...

คิงเพาเวอร์เล็งฟ้อง “ชาญชัย” หลังชนะคดี “ประพันธ์ คูณมี”

3.02.17 | 12:02 น.

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายสมบัตร เดชาพานิชกุล รองประธานกรรมการ กลุ่มคิง เพาเวอร์ เผยว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโครงการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายประพันธ์ คูณมี เป็นจำเลยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ในข้อหาหมิ่นประมาท ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากการที่นายประพันธ์ได้ปราศรัยต่อที่ชุมนุมถนนราชดำเนิน ถนนพิษณุโลก หน้าและข้างทำเนียบรัฐบาล คำพิพากษาระบุว่า การที่นายประพันธ์ปราศรัยใส่ความว่า บริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ได้สัญญาประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรหรือปลอดภาษี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาโดยไม่ชอบก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของการท่าอากาศยานฯ กินเงินเดือนและผลประโยชน์ใต้โต๊ะจากกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ หรือที่กล่าวว่าสัญญาของบริษัท คิง เพาเวอร์ กลายเป็นเงินหล่อเลี้ยงนักการเมืองในรัฐบาล และเป็นเงินค้ำจุนอำนาจของนักการเมืองไปซื้อเสียงซื้อตัว ส.ส.เข้ามา เป็นเงินสกปรกจากพ่อค้าทุจริตเหล่านี้ ล้วนเป็นการกล่าวยืนยันข้อความอันเป็นเท็จใส่ความบริษัทโจทก์ให้ได้รับความเสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ไม่ใช่กรณีแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความเป็นธรรม จึงถือเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ โดยการโฆษณา พิพากษาให้จำคุกนายประพันธ์ 6 เดือน ปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ, ไทยรัฐ หรือเดลินิวส์ หรือมติชนอีกฉบับหนึ่งเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยนายประพันธ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

นายสมบัตรกล่าวด้วยว่า จากกรณีที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ได้แถลงข่าวและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายครั้งตั้งแต่กลางปี 2559 จนปัจจุบัน กล่าวหาบริษัท คิง เพาเวอร์ ในประเด็นต่างๆ ว่าบริษัทได้สัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการ จากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) โดยมิชอบ สมคบกับ ทอท.หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ไม่ติดตั้งเครื่อง POS (Point of Sale) ทำให้ ทอท.ได้รับความเสียหาย 4 หมื่นล้านบาท หลีกเลี่ยงการจ่ายค่าตอบแทนกรณีขายสินค้านอกสนามบิน แต่มาส่งมอบสินค้าที่เคาน์เตอร์ในสนามบินโดยไม่จ่ายค่าตอบแทนตามสัญญา เป็นกลุ่มผูกขาดสัมปทาน กีดกันผู้ประกอบการอื่นๆ และยังกล่าวอีกว่าบริษัทลักลอบขายสินค้า โดยผิดระเบียบโดยอ้างอิงจากคดีที่บริษัทเป็นโจทก์ฟ้อง นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาท และกล่าวว่า ทอท.และกรมศุลกากรสามารถยกเลิกสัญญาและถอนใบอนุญาตได้ แต่ก็เพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ แต่กลับขยายอายุสัญญาให้อีก ทำให้รัฐได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยระบุว่าคิง เพาเวอร์ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนั้น

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้ยื่นฟ้องนายชาญชัยเป็นจำเลย ต่อศาลอาญา ฐานหมิ่นประมาททำให้กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้รับความเสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังแล้วหลายคดี และจะยื่นฟ้องนายชาญชัยเพิ่มเติมอีกหลายคดี เนื่องจากนายชาญชัยมักล่าวหาโจมตีบริษัทอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายต่อเนื่อง จำเป็นต้องดำเนินคดีกับนายชาญชัยเพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลต่อไป รวมถึงบริษัทจะดำเนินการฟ้องคดีทางแพ่งต่อไป เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำของนายชาญชัย และเพื่อพิสูจน์ให้สังคมได้เห็นว่าการพูดจาต้องเป็นความจริงเท่านั้น หากเป็นเท็จหรือไม่เป็นความจริง ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้อื่น บุคคลนั้นต้องรับผิดชอบ ซึ่งสิ่งที่นายชาญชัยพูดไว้บางส่วน สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ จากผลคำพิพากษาในคดีของนายประพันธ์ข้างต้น

ต่อการที่นายชาญชัยได้กล่าวหาบริษัทว่าลักลอบขายสินค้าโดยผิดระเบียบโดยกล่าวอ้างจากการที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องคดีที่บริษัทฟ้อง นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ฐานหมิ่นประมาทจากการที่นายเจิมศักดิ์ออกรายการ “ลงเอยอย่างไร ตอน ของเถื่อนภาษีเถื่อน” ทางโทรทัศน์ กล่าวหาว่าบริษัทลักลอบขายสุราโดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร ไม่ปฏิบัติตามระเบียบศุลกากร ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่านายเจิมศักดิ์ผิดฐานหมิ่นประมาท แต่เข้าข่ายยกเว้นไม่ต้องรับโทษ เนื่องจากนายเจิมศักดิ์พิสูจน์ได้ว่าข้อความที่นำมากล่าว เป็นข้อความที่ได้ยินมาจากเพื่อนสนิทของนายเจิมศักดิ์จริง และต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของนายเจิมศักดิ์ เข้าข่ายยกเว้นไม่เป็นความผิด เนื่องจากเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาทั้ง 3 ศาล จะเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นว่า ที่นายเจิมศักดิ์กล่าวว่าได้ยินมาจากเพื่อนสนิทนั้นนายเจิมศักดิ์ได้ยินมาจริง ส่วนในกรณีศาลอุทธรณ์หรือฎีกา พิพากษาว่าการกระทำของนายเจิมศักดิ์เข้าข่ายข้อยกเว้น เนื่องจากเป็นการติชมอันเป็นวิสัยที่กระทำได้ เห็นได้ว่าคำพิพากษาทั้งศาลชั้นต้น, อุทธรณ์ หรือฎีกา มิได้พิสูจน์ว่าบริษัทลักลอบจำหน่ายสินค้าปลอดอากรแต่ประการใด ซึ่งบริษัท อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์ความสุจริต และเพื่อยืนยันว่าบริษัทมิได้ลักลอบจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ตามที่นายชาญชัยนำคดีนายเจิมศักดิ์มากล่าวอ้างเพื่อชี้นำให้บริษัทได้รับความเสียหายแต่อย่างใด