หมอล็อต ขอพูดแทนลิง ทุกวันนี้พวกผม(ฉัน) ไม่มีความสุข แนะวิธีป้องกันตัวเองจากพวกหัวโจก
กรณีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เข้าไปจับลิงหัวโจก ลิงเกเร ชอบแย่งอาหาร ทำร้ายนักท่องเที่ยว และชาวบ้าน โดยล่าสุดนั้น กรมอุทยาน แถลงถึงสถานการณ์การจัดการลิงเกเรกลุ่มนี้ โดยเฉพาะที่ จ.ลพบุรี พร้อมระบุว่า เวลานี้มีลิงเกเร หัวโจก ทั่วประเทศมากกว่า 6 หมื่นตัว นั้น
วันที่ 3 เมษายน นายสัตวแพทย์(น.สพ.)ภัทรพล มณีอ่อน หรือ หมอล็อต หัวหน้าฝ่ายจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้สัมภาษณ์กับ มติชนออนไลน์ ว่า สาเหตุที่เวลานี้ มีลิงเกเร ลิงที่ทำตัวเป็นหัวโจกเกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะเวลานี้ ลิงมีพฤติกรรมเรียนรู้โดยเงื่อนไข ซึ่ง ลิงเป็นสัตว์สังคม มีผู้นำ หรือจ่าฝูง เห็นผู้นำทำอะไรแล้วได้ผล ก็จะทำตาม เช่น นั่งรออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวมีคนเดินถือถุงอาหารมา วิ่งตามไปแย่ง แย่งได้ เมื่อเห็น จ่าฝูง หรือลูกพี่ทำได้ ก็จะทำตาม เพราะทำแล้วจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทำให้เวลานี้พฤติกรรมของลิงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน สิ่งสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้นให้พฤติกรรมของลิงเปลี่ยนไปมี 2 อย่าง คือ 1.คน ที่ไปให้อาหาร โดยให้ไปเรื่อย ให้นอกเขตที่กำหนดเอาไว้ ทำให้ลิงแตกฝูงขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ 2.การเปลี่ยนแปลงทางด้านสุขภาพ มีผลต่อพฤติกรรมลิงอย่างชัดเจน ลิงตัวไหนที่อ่อนแอ ป่วย และถูกลิงในฝูงทำร้าย มันก็จะแยกตัวออกจากฝูงไปสร้างฝูงใหม่ ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ

“ถือว่า วันนี้ผมขอพูดแทนลิงเลยว่า พวกเราอยู่อย่างไร้ความสุข อากาศร้อน อาหารไม่พอ เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ สุขภาพไม่ดี เพราะ กินแต่อาหารที่ไม่เหมาะกับสิ่งที่ลิงต้องกิน กินอาหารที่คนกิน ป่วย ไขมันสูง น้ำตาลสูง อ้วน ไม่ได้ออกกำลังกาย วันๆนั่งหลบอยู่ตามมุมตึก ไม่ได้ออกกำลังปีนป่ายตามประสาที่ลิงจะต้องทำ เมื่อเป็นแบบนี้ จึงต้องแสดงพฤติกรรมที่แย่ๆออกมาอย่างที่หลายคนมอง”น.สพ.ภัทรพล กล่าว
เมื่อถามว่า เราจะสังเกตได้อย่างไรว่า ลิงตัวไหนเป็นหัวโจก เป็นจ่าฝูง หรือเป็นลิงอันตราย น.สพ.ภัทรพล กล่าวว่า แวบแรกเลยคือ เป็นลิงตัวใหญ่ แวบต่อมา คือ มันจะวิ่งเข้าใส่ เพื่อมาแย่งอาหารในมือทันที ที่น่ากลัวคือ หากมีจ่าฝูงวิ่งนำมาแล้ว ลูกฝูงตัวอื่นๆก็จะกรูตามเข้ามาด้วย เมื่อถามต่อว่า แล้ว เราจะหาทางป้องกันตัวเองจากลิงเกเรพวกนี้อย่างไร น.สพ.ภัทรพล กล่าวว่า ต้องถามตัวเองก่อนว่า จะเข้าไปในพื้นที่ ที่มีลิงอยู่มากๆทำไม เพราะการเข้าไปใกล้ ถือว่า มีความเสี่ยงในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
“ด้วยความที่เป็นสัตว์ฉลาด ซ่อนตัวเก่ง บางทีเราอาจจะมองไม่เห็นว่าเขาอยู่ตรงไหน แต่ถ้าเป็นถิ่นของเขา อย่างที่ลพบุรี จะสังเกตการเคลื่อนไหวของเราตลอดเวลาแล้ว ประเมิน ว่าจะเข้าหาดีไหม ถามว่า เขาจะเข้าหาเราในกรณีไหนบ้าง ตอบเลย ถ้าเราเดินอยู่ ถือถุงพลาสติก เขาจะรู้ว่าในถุงมีของกินได้ ทั้งนี้ เสียงจากถุงพลาสติก ที่ดัง ก๊อบแก๊บๆ จะกระตุ้นความสนใจลิงอย่างมาก ให้พุ่งใส่เรา และแย่งถุงนั้นไป ด้วยความรวดเร็วแบบตั้งตัวไม่ทัน”น.สพ.ภัทรพล กล่าว

หัวหน้าฝ่ายจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กล่าวว่า หรือกระทั่ง คนที่ขับจักรยานยนต์ หรือปั่นจักยาน แล้ว ห้อยถุงใส่อาหารไว้กับแฮนด์ หรือ ใส่ไว้ในตะกร้าหน้ารถ กรณีแบบนี้ ง่ายกับลิงและเป็นอันตรายกับเรามาก เพราะเขาจะเข้าแย่งได้ทันทีเมื่อกระโดดชนให้รถเสียหลักจนล้ม ดังนั้น การถืออาหารผ่านบริเวนที่มีลิงไม่ควรเอาใส่ถุงพลาสติก แต่ควรเปลี่ยนเป็นกล่อง หรือถุงกระดาษแทน
เมื่อถามว่า การที่กรมอุทยานจับลิงหัวโจกไปปรับพฤติกรรมนั้น มีวิธีปรับพฤติกรรมอย่างไร น.สพ.ภัทรพล กล่าวว่า มีกรงขนาดใหญ่ มีเครื่องเล่น ให้ลิงเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย อย่างอิสระ เพราะทุกวันนี้ ลิงแทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลย นั่งๆนอนๆหลบร้อนอยู่ตามมุมตึก และกินอาหารที่คนกิน ซึ่งการปรับพฤติกรรมลิงนั้น ต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหารด้วย โดยอาหารที่ลิงควรกินก็คือ ใบไม้ 60% ผลไม้ 39% และ หนอนแมลงอีก 1% มั่นใจว่า หากได้ปรับพฤติกรรมไประยะหนึ่งแล้ว ความก้าวร้าว อันตรายของลิงพวกนี้จะลดลง

