นักวิชาการ มช. เครือข่ายผู้ฟ้องคดีฝุ่น แถลงการณ์ประกาศ เชียงใหม่เมืองมลพิษทางอากาศ
นักวิชาการ มช. เครือข่ายผู้ฟ้องคดีฝุ่น แถลงการณ์ประกาศ เชียงใหม่เมืองมลพิษทางอากาศ พร้อมเรียกร้องประชาชนในภาคเหนือที่เผชิญฝุ่น PM2.5 ร่วมกันประกาศเขตมลพิษ หลังรัฐบาลเมินอ้างกลัวกระทบท่องเที่ยว
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 เมษายน ที่หน้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายผู้ฟ้องคดีฝุ่น นำโดย ดร.กฤษณ์พชร โสมณวัตร รักษาการแทนผู้ช่วยฝ่ายคุณภาพนักศึกษา และศิษย์เก่าสัมพันธ์ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล รักษาการแทนหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย และนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวการประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเขตมลพิษ

โดย ดร.กฤษณ์พชร เป็นผู้อ่านแถลงการณ์เรื่อง ‘เชียงใหม่ คือเขตมลพิษทางอากาศ’ เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุถึง นับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2567 ปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ผู้คนจำนวนมากต้องเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ ดังสามารถพบเห็นได้จาก ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนภาคเหนือได้ดำเนินการฟ้องคดีนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำตัดสินเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยกำหนดให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่เพื่อจัดทำแผนในการรับมือกับปัญหาฝุ่นที่เกิดขึ้น แต่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ ก็ได้อุทธรณ์ต่อคำตัดสินของศาลปกครองเชียงใหม่ อันทำให้การแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการทางกฎหมายต้องทอดเวลาออกไป
ขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับมลพิษทางอากาศที่รุนแรงในห้วงเวลาปัจจุบัน ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ยังไม่มีการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะแสดงให้เห็นว่าบัดนี้เชียงใหม่อยู่ภายใต้สถานการณ์มลพิษทางอากาศ ทั้งที่ควรต้องมีการแจ้งเตือน การแจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกันตัวพื้นฐานให้กับประชาชน การรับมือกับไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในห้วงเวลาก่อนหน้า ความเพิกเฉยของรัฐในการไม่จัดการและไม่ประกาศแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือเพราะห่วงผลกระทบที่จะมีต่อระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพียงด้านเดียวโดยไม่คำนึงถึงชีวิตและสุขภาพของประชาชน ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนอย่างร้ายแรง ละเลยต่อสุขภาพชีวิต อนามัย และความเป็นอยู่ของประชาชนที่ไม่ได้หายใจในอากาศที่สะอาด
ทั้งหมดนี้เป็นภาระหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ปรากฏให้เห็น แม้นายกรัฐมนตรีจะมีการเยือนเชียงใหม่ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการจัดการปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่อย่างใดในสถานการณ์เฉพาะหน้า มีข้อมูลทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องประสบกับโรคทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้นในรอบเดือนที่ผ่านมา ในสถานการณ์ระยะยาว มีรายงานการศึกษาที่ขี้ให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือเกือบทุกจังหวัดมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหอบหืด มะเร็งปอด และปอดอุดกั้นเรื้อรังสูงกว่า
ข้อมูลเหล่านี้ย่อม เป็นการยืนยันได้ว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือมีสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นที่จะต้องประกาศให้เป็นที่รับทราบกันว่าเชียงใหม่คือเมืองมลพิษทางอากาสในระดับรุนแรง โดยไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐเป็นผู้ประกาศ เพราะชัดเจนว่ายากจะฝากความหวังไว้ได้ การร่วมกันประกาศว่าเรากำลังอยู่ในเมืองที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศ มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความตระหนักว่า สภาพแวดล้อมขณะนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้คนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างรุนแรง และเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนป้องกันตนเองเท่าที่จะกระทำได้ การปล่อยให้เด็กๆ คนแก่ ผู้ใช้แรงงาน พ่อค้าแม่ค้าคนทำงานต้องอยู่ในพื้นที่โล่งโดยไม่มีการแจ้งเตือน เพื่อให้เกิดการป้องกันตัว ถือเป็นความอำหิตอย่างยากจะปฏิเสธ รวมถึงการกระตุ้นเตือนบรรดานักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ป้องกันตัวเองจากมลพิษทางอากาศ
“ในนามของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่จึงขอประกาศว่าเชียงใหม่ในห้วงเวลานี้ คือเขตมลพิษทางอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของผู้คนอย่างรุนแรง เพื่อเป็นสร้างความตระหนักต่อความรุนแรงของปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมทั้งใคร่ขอเรียกร้องให้ประชาชนในจังหวัดอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับมลพิษทางอากาศได้ร่วมกันประกาศว่าจังหวัดของตนก็เป็นเขตมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกันกับจังหวัดเชียงใหม่ การร่วมกันประกาศเขตมลพิษทางอากาศโดยประชาชนในทุกพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหานี้ นอกจากจะเป็น การส่งเสียงเตือนถึงภัยอันตรายจากปัญหาฝุ่น PM2.5 ระหว่างประชาชนด้วยกันแล้ว ก็จะยังเป็นการร่วมกันกดดันให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการในการรับมือกับปัญหาฝุ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ด้าน รศ.สมชาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการได้เรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจประกาศเขตภัยพิบัติ หรือเขตควบคุมมลพิษ แต่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กลับไม่ทำอะไรเลยหลังจากมาปั่นจักรยานและพบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อรัฐบาลไม่ทำอะไรเราจึงออกมาประกาศเขตมลพิษทางอากาศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเสียงของประชาชน และนอกจากชาวเชียงใหม่ก็อยากให้ประชาชนในพื้นที่อื่นๆที่เผชิญกับฝุ่น PM2.5 ร่วมกันประกาศเขตมลพิษให้ทั่วกัน
ส่วนที่ นายกรัฐมนตรี อ้างว่าการไม่ประกาศเขตมลพิษทางอากาศเพราะเกรงจะกระทบท่องเที่ยว รศ.สมชายบอกว่า นักท่องเที่ยวไม่ได้โง่และใช้อินเทอร์เนตเข้าถึงข่าวสารได้จึงรู้อยู่แล้ว สิ่งที่นายเศรษฐาและรัฐบาลควรทำ คือการประกาศและควรแสดงเจตนาที่ดี เช่น หากมีนักท่องเที่ยวยืนยันมาเชียงใหม่ ก็ควรแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวป้องกันตัวเอง เพราะเราคงไม่ปราถนาจะเห็นนักท่องเที่ยวมาเชียงใหม่แล้วกลับไปล้มป่วย
“การประกาศเขตมลพิษคือการแจ้งเตือนว่านี่คือสภาวะที่เป็นอันตรายแล้ว ข้อมูลทางการแพทย์ก็ยอมรับว่า ภาคเหนือ คือพื้นที่ที่มีคนป่วยด้วยโรคมะเร็งสูงมาก โดยเฉพาะเชียงใหม่เป็นพื้นที่เสี่ยงเรื่องมะเร็งปอด แม้แต่อาจารย์ใน มช.ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ล้มป่วยเป็นมะเร็วปอดเสียชีวิตไปแล้วหลายคน” รศ.สมชายกล่าว
รศ.สมชายกล่าวต่อไปถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะแบนไม่นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านว่า เกรงว่านายเศรษฐาอาจอยู่ไม่ถึงปีหน้า และเรื่องนี้ไม่ควรรอถึงปีหน้า เราเผชิญปัญหานี้มานานกว่า 10 ปี ทำไมจึงต้องรอปีหน้า ในฐานะรัฐบาลหากไม่มีน้ำยาก็ประกาศออกมาให้ประชาชนรู้ จะได้ชัดเจนเมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนจะได้ลงโทษพรรคการเมืองที่ไม่ทำหน้าที่อย่างไร”
นายกฯ เศรษฐา ยกให้เชียงใหม่เป็นโมเดลในการแก้ปัญหา PM2.5 รศ.สมชายมองว่า เชียงใหม่โมเดลไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะช่วงแรกๆ เป็นต้นฤดูฝุ่นปัญหายังไม่รุนแรง แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เชียงใหม่โมเดลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เมื่อล้มเหลวนายเศรษฐาควรออกมาพูดเรื่องนี้อีกรอบ จึงฝากไปถามนายเศรษฐาว่า เชียงใหม่โมเดลเป็นอย่างไรบ้าง พร้อมฝากบอกให้นายเศรษฐากลับมาปั่นจักรยานที่จังหวัดเชียงใหม่อีกสักรอบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกันนี้ เว็บไซต์ IQ Air ซึ่งรายงานดัชนีคุณภาพอากาศทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ได้จัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูง (AQI) พบว่า เชียงใหม่ เป็นอันดับ 1 ของโลก


