พยากรณ์ วิกฤตอากาศ อุณหภูมิเพิ่ม1.5องศา ทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว พท.เกษตรแสนกว่าไร่เสียหาย

5.04.24 | 17:18 น.

รายงานความก้าวหน้าโครงการสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งตามแนวอ่าวไทย พร้อมชูแนวทางปฏิบัติที่ดีและขยายผลไปสู่การดำเนินงานด้านการปรับตัวในพื้นที่และภาคส่วนอื่นๆ

วันที่ 5 เมษายน นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมาให้กรอบแนวทางในการบูรณาการประเด็นการปรับตัวของประเทศ รวมถึงสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว และเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้น 6 สาขาสำคัญที่มีความเสี่ยง ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

 

ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยรวมถึงพื้นที่บริเวณอ่าวไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากอุทกภัยและภัยแล้ง โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงภายใต้โครงการฯ บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและระดับน้ำทะเล รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอน อีกทั้งอุบัติการณ์ของภัยแล้งและอุทกภัยที่รุนแรงขึ้นในอ่าวไทย ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่สำคัญบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ได้แก่

Advertisement

1. การประมง โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้น 0.7-1.5 องศาเซลเซียส รวมถึงรูปแบบปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงไปจะส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2. การท่องเที่ยว โดยอุณหภูมิเฉลี่ย ที่สูงขึ้นจะให้น้ำทะเลอุ่นขึ้น เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะปะการังฟอกขาว ซึ่งแนวปะการังในบางพื้นที่ เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ได้เผชิญกับภาวะปะการังฟอกขาวแล้ว เนื่องจากมีอุณหภูมิน้ำทะเลเฉลี่ยมากกว่า 29 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นระยะเวลามากกว่า 3 สัปดาห์

3. การเกษตร โดยมีการพยากรณ์ว่าพื้นที่เกษตรกรรม กว่า 118,000 ตารางกิโลเมตร จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง คลื่นความร้อน และฝนไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร มีจำนวนลดลง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง นอกจากนี้ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและการกัดเซาะชายฝั่งยังทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมในบริเวณที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง อีกทั้งความเค็มที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรลดลง

นายปวิชกล่าวว่า จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เห็นว่าประเทศไทย มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง โดยโครงการฯจะมีส่วนสำคัญในการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในทะเลและพื้นที่ชายฝั่ง สนับสนุนให้เกิดการดำเนินงานในระดับพื้นที่แบบบูรณาการ และเชื่อมโยงระหว่างสาขา รวมถึงมุ่งเน้นการวางแผนล่วงหน้าสำหรับการปรับตัวที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งในบริเวณอ่าวไทย

“โดยจากการดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานระดับพื้นที่ทราบถึงช่องว่างและความต้องการการสนับสนุนสำหรับกระบวนการในการจัดทำแผนการปรับตัวฯของพื้นที่ อีกทั้งสามารถจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในการจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อเสริมสร้างความรู้และขีดความสามารถทางเทคนิค ตลอดจนการพัฒนารูปแบบการจัดหาแหล่งเงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน สำหรับการรับมือต่อสภาพภูมิอากาศในการพัฒนาชายฝั่งทะเล” นายปวิชกล่าว

รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า โครงการฯนี้ถือเป็นโครงการที่สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับพื้นที่โดยการมีแผนการเตรียมตัวให้พร้อมรับต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ด้านสภาพภูมิอากาศ อีกทั้ง ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการปรับตัวฯจากโครงการฯ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติที่ดีและขยายผลการปฏิบัติไปสู่การดำเนินงานด้านการปรับตัวในพื้นที่และภาคส่วนอื่นๆ ได้ ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานในระยะถัดไปที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะจัดทำแผนปฏิบัติการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้ง 6 สาขา โดยใช้ข้อมูลภายใต้โครงการนี้นำไปสนับสนุนการกำหนด พัฒนามาตรการ โครงการ ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงาน เพื่อใช้ในการวางแผนเตรียมรับมือต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

ทั้งนี้ โครงการฯได้มีการดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาทั้งหมด 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563-2567 ได้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประเทศ และยังเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อชุมชนรอบพื้นที่ชายฝั่งทะเล ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การทำประมง และการเกษตรตลอดทั้งปี