แคดเมียม จากแม่ตาว ถึง มหาชัย ความล้มเหลวซ้ำซาก ของการจัดการสิ่งแวดล้อม
เย็นวันหนึ่งช่วงต้น ปี 2547 กระทรวงเกษตรฯ ที่ว่าจ้าง ว่า สถาบันบริหารจัดการน้ำนานาชาติ หรืออีมี (IWMI-International Water Management Institute) มีหนังสือด่วนมาถึงกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ผลการเก็บข้อมูลและวิจัยการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในดินและพืชผลการเกษตร บริเวณห้วยแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ตั้งแต่ปี 2545-2546
และสรุปผลการศึกษาออกมาว่า มีการปนเปื้อนสารพิษแคดเมียมในพืชผลการเกษตร โดยเฉพาะข้าว กระเทียมและถั่วเหลือง เกินกว่าค่ามาตรฐานพื้นที่ ลุ่มน้ำแม่ตาว ต.แม่ตาว และ ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก พบการปนเปื้อน ของสารแคดเมียม จำนวนมหาศาล ทั้งในดิน และในน้ำ
เป็นเรื่องใหญ่และได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างยิ่ง เพราะนอกจากชาวบ้านในพื้นที่ ขณะนั้นที่มีประมาณ 6,000 คน ได้รับผลกระทบโดยตรง
พวกเขาปลูกข้าวหอมมะลิ จนได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศในเรื่องความหอมอร่อย ปลูก กระเทียม ถั่วเหลือง จับปลา
หลังจากขายดีมีรายได้งามจากผลผลิตเหล่านี้เพียงไม่นาน ทุกอย่างกลายเป็นศูนย์หมด
เพราะไม่มีใครคนไหนต้องการกินข้าว กินผัก ในที่ดินที่มีสารแคดเมียมปนเปื้อน โดยมี กระทรวงสาธารณสุขประกาศย้ำแล้ว ย้ำอีกว่า แคดเมียมเป็นสารก่อมะเร็ง
ตรวจสุขภาพ ตรวจเลือดชาวบ้านทุกคน พบหลายคนมีปริมาณแคดเมียมในเลือด ที่ต้องรักษาเร่งด่วน
มีหลายต่อหลายหน่วยงานลงพื้นที่ไปแก้ปัญหา โดยมีการสันนิษฐานว่า การปนเปื้อนดังกล่าวเป็นผลมาจากการทำเหมืองสังกะสี ซึ่งมีโครงการขนาดใหญ่ 2 แห่งตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว
นั่นคือ เหมืองของบริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และเหมืองของบริษัท ตากไมนิ่ง จำกัด ซึ่งปิดกิจการไปก่อนแล้ว
ผลสรุปของกรณีนี้คือ ไม่สามารถหาผู้กระทำความผิดได้
และวิธีการแก้ปัญหาในส่วนของชาวบ้านล่าสุด คือ ให้ชาวบ้านไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ไม่ใช่พืชอาหาร เช่น ปลูกดอกดาวเรือง แทนการปลูกข้าว เป็นต้น
ผ่านไป 20 ปีพอดี คำว่า แคดเมียม กลับมาในสังคมไทยอีกรอบ
คราวนี้ เราเจอแคดเมียม ที่จับต้อง และเห็นได้ด้วยตาเปล่า
กรณีการขนย้ายกากแคดเมียมและสังกะสี จากบริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ (มหาชน) (ชื่อเดิม บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด) มายัง บริษัท เจ แอนด์ บี เมททอล จำกัด ซึ่งประกอบกิจการหล่อและหลอมอะลูมิเนียมแท่ง อะลูมิเนียมเม็ดจากเศษอะลูมิเนียมและตะกรันอะลูมิเนียม (Scrap and Dross)
การนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการต่อไปนี้
1.เก็บตัวอย่างกากแร่แคดเมียมและสังกะสีและตัวอย่างคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1.กากแคดเมียมและสังกะสี 2.ดินภายในโรงงาน (ในโรงหลอมและนอกโรงหลอม) 3.เถ้าจากระบบบำบัดอากาศจากการหลอม 4.ดินบริเวณนอกโรงงาน 5.ไอระเหยสารเคมีในบรรยากาศ และ 6.น้ำทิ้ง
2.ผลการตรวจวัดในเบื้องต้น พบว่า กากแคดเมียมและสังกะสี มีปริมาณแคดเมียม 24,884 มก./กก. ซึ่งถือเป็นของเสียอันตรายเนื่องจากมีปริมาณวัสดุเจือปนแคดเมียมสูงเกิน 100 มก./กก. (ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ.2566)
ดินในโรงหลอม พบปริมาณแคดเมียม 7,159 มก./กก. ดินภายในโรงงานนอกโรงหลอม พบปริมาณแคดเมียม 31,584 มก./กก.
และดินหน้ารั้วโรงงาน พบปริมาณแคดเมียม 2,838 มก./กก.
ซึ่งทั้ง 3 จุด พบว่าสูงเกินเกณฑ์การปนเปื้อนในดินภายในโรงงาน (เกณฑ์การปนเปื้อนในดินภายในโรงงาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินฯ พ.ศ. 2559 ต้องไม่เกิน 810 มก./กก.)
3.เถ้าจากระบบบำบัดอากาศจากการหลอม ตรวจไม่พบแคดเมียม 4.ดินบริเวณชุมชนด้านเหนือลมและท้ายลมในระยะ 10 เมตร ตรวจไม่พบปริมาณแคดเมียม และ 5.ตรวจไม่พบไอระเหยสารเคมีในบรรยากาศ
ทั้งนี้ ได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำ จำนวน 3 จุด ได้แก่ 1.รางระบายน้ำหน้าโรงหลอม 2.รางระบายน้ำหน้าอาคารสำนักงาน และ 3.คลองธรรมชาติ จะต้องนำเข้าตรวจในห้องปฏิบัติการซึ่งจะได้เร่งรัดผลโดยเร็ว
ล่าสุด วันที่ 6 เมษายน นั้น กรมควบคุมมลพิษ รายงานเพิ่มเติมว่า ผลการตรวจสอบกากของเสียแคดเมียมและสังกะสี เมื่อวันที่ 5 เมษายน พบว่า
1.ผลการตรวจสอบปริมาณกากแคดเมียมที่กองไว้ในโรงงานล่าสุดของจังหวัดสมุทรสาคร มีจำนวน 1,267 ถุง คิดเป็นปริมาณ 2,440 ตัน
2.ค่าแคดเมียมที่ตรวจพบของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งแสดงค่าที่สูง เป็นค่าของกากแคดเมียมที่บรรจุในถุงบิ๊กแบ๊ก และที่ตกในบริเวณโรงงาน เพื่อยืนยันว่าเป็นกากชนิดนี้
3.ผลการตรวจดินภายนอกโรงงานของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 4-5 เมษายน 2567 ในรัศมี 10 เมตรจนถึง 1 กิโลเมตร ตรวจไม่พบการปนเปื้อนแคดเมียม ซึ่งแสดงว่าไม่มีการกระจายตัวออกสู่ภายนอก เพราะเป็นฝุ่นหนัก
จากคำสั่งจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 โรงงานได้ถูกสั่งปิดและหยุดการประกอบกิจการชั่วคราว และมีการควบคุมการเข้าออก อย่างเข้มงวดของคณะตรวจสอบของจังหวัด กากของเสียดังกล่าวจะไม่สามารถหลุดรอดออกมาภายนอกโรงงานได้ สำหรับเศษหรือฝุ่นหนักที่ตกค้าง หากมีความจำเป็นต้องเข้าออกโรงงาน ได้มีคำแนะนำเรื่องการทำความสะอาด
ลงท้ายขอให้ประชาชนได้คลายกังวลในเรื่องนี้
ถามว่า ประชาชนคนไหนในพื้นที่บริเวณดังกล่าว หรือใกล้ๆ บริเวณดังกล่าว จะไม่กังวลบ้าง
ความเสียหายสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สินและอนาคตของผู้คน จาก แคดเมียมที่ปนเปื้อนในพื้นที่ ที่น้อยกว่า ปริมาณแคดเมียมที่ขนกันอย่างโจ่งครึ่ม คราวนี้หลายเท่า เป็นตัวอย่างมาแล้ว
ใครบ้างจะไม่กังวล

