หมอปอด เผย ฝุ่นPM2.5 ไม่ใช่สาเหตุหลักเกิดมะเร็งปอด แต่เป็นตัวกระตุ้นให้ป่วย

6.04.24 | 14:04 น.

หมอปอด เผย ฝุ่นPM2.5 ไม่ใช่สาเหตุหลักเกิดมะเร็งปอด แต่เป็นตัวกระตุ้นให้ป่วย ชี้ คนไข้อาจอยู่ในระยะก่อนเป็นโรคอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 6 เมษายน พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ของฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 กับการวินิจฉัยโรคว่า กรณีการป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคมะเร็ง ปัจจุบันยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดว่าการเกิดโรคมีความสัมพันธ์กับฝุ่น PM2.5 หรือไม่ เนื่องจากฝุ่น PM2.5 มีโมเลกุลขนาดเล็กมากและสามารถกระตุ้นทำให้ร่างกายมนุษย์เกิดการโต้ตอบ เช่น การเกิดอนุมูลอิสระ (Free Radical) ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการโต้ตอบในลักษณะการอักเสบของร่างกาย โดยบางครั้งการโต้ตอบก็เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสารก่อมะเร็งขึ้นมาได้

“เมื่อร่างกายเราได้รับฝุ่น PM2.5 ขึ้นมา ก็จะมีการสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมา ซึ่งจะมีผลในการกระตุ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกาย ทำให้เกิดเป็นสารก่อมะเร็งขึ้นมา ดังนั้น การจะจับว่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในมะเร็งนั้นหรือไม่ มันจะไม่เห็น เพราะเป็นลักษณะที่ร่างกายเกิดการโต้ตอบ” พญ.เปี่ยมลาภกล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด จะสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าเกิดจากฝุ่น PM2.5 พญ.เปี่ยมลาภกล่าวว่า มีการพิสูจน์ในระดับงานวิจัยว่าฝุ่น PM2.5 สูงในระยะยาว ก็มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็ง ไม่ว่าจะมะเร็งปอดหรือมะเร็งส่วนอื่นๆ ก็จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งปอดที่เป็นอวัยวะรับฝุ่นโดยตรง ฉะนั้นจากข้อมูลก็จะเห็นว่ายิ่งระดับฝุ่น PM2.5 ยิ่งสูงนานๆ การเกิดมะเร็งก็ยิ่งมากขึ้น

ถามย้ำว่าการเกิดมะเร็งปอด อาจมีความสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นที่มีฝุ่น PM2.5 เป็นตัวกระตุ้น พญ.เปี่ยมลาภกล่าวว่า ใช่ เพราะฝุ่น PM2.5 ไปกระตุ้นให้เกิด เพราะผู้ป่วยอาจจะอยู่ในระยะก่อนมะเร็ง (pre-cancer) อยู่แล้ว ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งอยู่แล้ว เมื่อฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกายก็จะเข้าไปกระตุ้นทำให้การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่เกิดเป็นมะเร็งมากขึ้น

Advertisement

เมื่อถามว่าสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มีความเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคหรือไม่ พญ.เปี่ยมลาภกล่าวว่า หากสิ่งแวดล้อมหรือภูมิลำเนาที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 มาก แต่ก็ต้องไปดูว่าผู้ป่วยได้รับฝุ่นมากแค่ไหน เช่น หากผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่ปิด อากาศดี ไม่ได้รับฝุ่นยาวนาน ถึงแม้ฝุ่นในสิ่งแวดล้อมจะเยอะแต่เปอร์เซ็นต์การเข้าไปรับฝุ่นก็น้อย ฉะนั้น การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นมาก ก็จะมีทั้งคนที่ป่วยและไม่ป่วย ขึ้นอยู่กับร่างกาย, ปริมาณของฝุ่นที่ได้รับว่าสูงและยาวนานหรือไม่ และการป้องกันตัวเองจากฝุ่น เช่น การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา อยู่ในพื้นที่ปิด เหล่านี้ทำให้ปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคนต่างกัน

“จะต้องมีปริมาณฝุ่น PM2.5 สูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาว ซึ่งยังไม่มีข้องมูลว่ามนุษย์รับฝุ่นกี่ปี หรือรับมากแค่ไหน ถึงจะป่วย เพราะเราอาจอยู่ในพื้นที่ที่มีสิ่งแวดล้อมนั้นจริง แต่เราไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อยๆ หรือเราอยู่ในห้องที่มีการกรองอากาศ โอกาสรับฝุ่นก็น้อยลง ดังนั้นจะบอกว่าฝุ่นเกี่ยวข้องกับการป่วยหรือไม่ จะต้องใช้หลักฐาน แต่จะบอกว่าคนนี้จะเป็น คนนี้จะไม่เป็น ตรงนี้บอกไม่ได้” พญ.เปี่ยมลาภกล่าว

ถามต่อว่าในหลักการแพทย์ปัจจุบันมีการเขียนสาเหตุการป่วยมะเร็งปอดว่าเกิดจากฝุ่น PM2.5 หรือไม่ พญ.เปี่ยมลาภกล่าวว่า เราจะใช้คำว่า ปัจจัยเสี่ยง (Risk Factor) คือ ฝุ่น PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็จะเกิดสารขึ้นมาหลายชนิด เช่น กำมะถัน หรือซัลเฟอร์ ไนโตรเจนออกไซด์ ซิลิกอนไดออกไซด์ รวมถึงฝุ่น PM2.5 ด้วย ดังนั้น ทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้