เชียงใหม่ แถลง รับฝุ่นพุ่งต่อเนื่อง คนป่วยโรคทางเดินหายใจ เพิ่มขึ้น 1.5 เท่าจากปีที่ผ่านมา

8.04.24 | 18:23 น.

เชียงใหม่ แถลง เผาไม่ลด-ฝุ่นพุ่งต่อเนื่อง คนป่วยโรคทางเดินหายใจ เพิ่มขึ้น 1.5 เท่าจากปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ที่ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน ชั้น 1 อาคารบุญสม มาร์ติน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.), ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนฤมิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ และนายดุสิต พงศาพิพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เชียงใหม่ และปฏิบัติการทางการแพทย์ในการดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยว

นายนิรัตน์ กล่าวว่า เพราะพื้นที่ป่าของเชียงใหม่มีมากเป็นอับดับหนึ่งของประเทศ ถือเป็นโจทย์ใหญ่มาก แม้จะห้ามเผาแต่การจัดการคนเผาบางส่วนไม่ได้ จากตัวเลขในบัญชีที่มีกว่า 5,000 คน ส่วนนอกบัญชีที่ไม่รู้อีกมาก แต่ยังมีคนไม่ยอมฟัง ยังคงเผา ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินคดีได้ 5 คดี และจ่ายเงินให้ตามรางวัลนำจับรายละ 10,000 บาท

ยอมรับว่าเดือนเมษายน การเผาไม่ลด โดยเฉพาะวันที่ 2-3 เมษายนที่จุดความร้อน หรือ Hotspot พุ่งแตะ 561 และ 565 จุดต่อวัน และยังคงสถานะอยู่เช่นเดิมในขณะนี้ เจ้าหน้าที่พยายามตอบโต้สถานการณ์แบบทันทีด้วยการดับไฟให้ได้ภายใน 1 วัน หรือให้เร็วที่สุด ซึ่งก็สามารถทำได้ 89-90% เพราะพื้นที่สูงชัน แต่ลดการเผาในพื้นที่ได้ยกเว้นประเทศเพื่อนบ้านที่ในช่วงวันที่ 1-7 เมษายน ก็พบการเผาสูงเฉลี่ย 7,000-9,000 จุด ซึ่งทำให้อำเภอชายแดน 5 อำเภอมีค่าฝุ่นสูงอันดับต้นๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอยังสูงไม่เท่า แต่วันนี้ค่าฝุ่น PM2.5 ก็ยังอยู่ที่ 200 แต่เชียงใหม่ก็ดูแลเรื่องสุขภาพประชาชนมานานแล้ว รวมทั้งเตรียมห้องลดฝุ่น แจกหน้ากากอนามัยให้ประชาชนไปแล้ว”

Advertisement

นายนิรัตน์กล่าวว่า สำหรับเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนั้น วันนี้เชียงใหม่จะออกประกาศมาตรการป้องกันฝุ่น โดยแนะนำให้หน่วยงานทำงานที่บ้าน งดกิจกรรมกลางแจ้งไปก่อน งดใช้สวนสาธารณะ 3 วัน นับจากนี้

ศ.นพ.บรรณกิจ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยซับซ้อนเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้น โดยฝุ่น PM2.5 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเปลี่ยนแปลงรวมทั้งไปเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ทำให้ร่างกายอักเสบ เปลี่ยนเป็นสารพิษ และเกิดมะเร็งปอดได้ ในขณะที่อัตราโรคหัวใจก็เพิ่มขึ้น 10% จากข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างปี 2566 กับปี 2567 ของโรงพยาบาลสวนดอก คือโรคที่คุกคามเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า ทั้งระบบหายใจ หัวใจ ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน และอื่นๆ รวมทั้งสถิติที่พบว่าภาคเหนือมีการเกิดโรคมะเร็งปอดเป็นอันดับหนึ่งของทุกภาค โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ฝุ่น PM2.5 เป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดมากขึ้น โดยมีหลายปัจจัยที่มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมมาบวกกัน เพราะฝุ่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีน หน้าที่ของแพทย์คือหาทางป้องกัน แนะนำประชาชนให้ป้องกันตนเอง ทั้งการเตือนให้สวมหน้ากากอนามัย N95 อยู่ในห้องปลอดฝุ่น รวมทั้งทำโรงพยาบาลปลอดฝุ่น เพื่อให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ผศ.นพ.นเรนทร์ กล่าวว่า ฝุ่นขนาดเล็กจิ๋วสามารถซึมเข้าปอดและก่อให้เกิดการอักเสบ เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีผลกระทบแน่ และการป้องกันฝุ่นไม่ง่ายเกินกว่าที่ระดับจังหวัดจะแก้ไขได้ และผลกระทบส่งผลต่อดวงตาเป็นอย่างแรก ซึ่งความจริงเรารู้จักคำว่าฝุ่น PM2.5 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี พยายามทำความเข้าใจประชาชนเพราะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ห้องปลอดฝุ่น มุ้งนาโน ตะกร้าฟอกฝุ่นแบบดีไอวาย โรงพยาบาลเองก็สร้างหอผู้ป่วยปลอดฝุ่นที่ชั้น 5 ตึกสุจิณโณ เพื่อช่วยเหลือในช่วงเกิดสถานการณ์เช่นนี้ และเสียใจมากต่อเหตุการณ์ที่บุคลากรของ มช.เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด รวม 4 ราย และยืนยันว่าฝุ่นขนาดเล็กสามารถเข้าสู่เส้นเลือดและลงปอดโดยตรง ถือเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดการอักเสบ

นพ.จตุชัย กล่าวถึงข้อมูลการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน ใน 4 กลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ผิวหนังอักเสบ ตาอักเสบและกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื่องรังแบบเฉียบพลัน โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ รวบรวมข้อมูลจากผู้มารับบริการโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ (1 มกราคม 2567-6 เมษายน 2567) เปรียบเทียบผู้ป่วย ปี 2566 และปี 2567 พบว่า กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดมีผู้ป่วยมารับบริการ 57,714 ครั้ง ลดลงจากปีที่ผ่านมา 19,182 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 24.95 โรคผิวหนังอักเสบ 2,195 ครั้ง เพิ่มขึ้น 109 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 5.23 โรคตาอักเสบ 2,502 ครั้ง เพิ่มขึ้น 107 ครั้ง คิดเป็น ร้อยละ 4.47 และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังชนิดเฉียบพลัน 2,691 ครั้ง ลดลง 409 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 13.19

สำหรับมาตรการจัดการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (เชิงรุก) ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง โดยมีจำนวนกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ กลุ่มเด็ก (0-5 ปี) 101,837 ราย หญิงตั้งครรภ์ 3,339 ราย ผู้สูงอายุ 249,363 ราย กลุ่มผู้ป่วย (โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังชนิดเฉียบพลัน โรคหอบหืด โรคหัวใจขาดเลือด และผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง) 16,143 ราย และได้ดำเนินการกิจกรรมออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลสุขภาพและช่วยเหลือประชาชน แจกหน้ากากป้องกันฝุ่นและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวรับมือกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ซึ่งผลการดำเนินงาน 225 ครั้ง (ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม-6 เมษายน 2567) มีผู้มารับบริการ 9,817 ราย กิจกรรมเยี่ยมบ้านเคาะประตูให้ความรู้ แจกหน้ากากสู้ฝุ่น PM2.5 ในชุมชน ติดตามการเยี่ยมบ้านกลุ่มเสี่ยง กลุ่มผู้ป่วยในชุมชนด้วยทีม 3 หมอ จำนวน 11,720 ราย แจกหน้ากากทั้งหมด 153,557 ชิ้น

นอกจากนี้ ยังให้ทุกอำเภอเตรียมความพร้อมเรื่องการสำรองเวชภัณฑ์ยา หน้ากากป้องกันฝุ่นสำหรับผู้ป่วย ให้บริการคลินิกมลพิษ เปิดให้บริการ 25 โรงพยาบาล มีผู้มารับบริการ จำนวน 410 ราย และคลินิกมลพิษออนไลน์ มีผู้มารับบริการ จำนวน 53 ราย จัดทำห้องลดฝุ่นสำหรับประชาชนทั้งหมด 1,466 ห้อง (ภาครัฐ 1,408 ห้อง และภาคเอกชน 58 ห้อง) ห้องลดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุขครบ 100% และศูนย์พัฒนาเด็กในจังหวัดเชียงใหม่ 516 แห่ง ดำเนินการจัดทำห้องลดฝุ่นไปแล้ว 416 แห่ง ทั้งนี้ ยังได้ ถ่ายทอดความรู้และประสานงาน อปท.ในการสนับสนุนมุ้งลดฝุ่นให้กับผู้ป่วยกลุ่มยากไร้ในพื้นที่ทุกพื้นที่ รวมถึงการบริการตรวจสุขภาพให้กับอาสาดับไฟก่อนออกปฏิบัติงาน โดยดำเนินการเสร็จสิ้นทั้ง 25 อำเภอ ผลการตรวจ 9,799 ราย พบว่า ผลปกติ 9,411 ราย และผลผิดปกติ 388 ราย

“ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวในช่วงสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 มีปริมาณเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ว่าต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งหากปริมาณเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะฉะนั้น การรู้วิธีรับมือที่ถูกต้องและปฏิบัติทันทีจะช่วยร่างกายไม่ให้โดนฝุ่นพิษทำร้ายจนรุนแรง โดยขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 หมั่นทำความสะอาดบ้านและโรงเรียนให้สะอาด ห้องปลอดฝุ่น ควรปิดประตูและหน้าต่างให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละออง พัดเข้ามาในบ้าน ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 ทุกครั้งที่อยู่กลางแจ้ง เลี่ยงการออกนอกอาคารถ้าไม่จำเป็น หยุดทำกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้าจำเป็นต้องทำกิจกรรมในที่โล่งควรลดเวลาให้สั้นที่สุดและสวมหน้ากาก เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว คือกลุ่มเสี่ยงที่ป่วยได้ง่าย ต้องหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายกลางแจ้งเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากฝุ่นพิษได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ เฝ้าระวังสุขภาพ หากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก รีบพบแพทย์ทันที”

นพ.จตุชัย กล่าวยอมรับว่า ในช่วงนี้ผู้ป่วยโรคหอบหืด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ เพิ่มขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ในส่วนของการดูแลรักษาโรงพยาบาลทุกแห่งยังมีความพร้อมรับผู้ป่วยหนักได้อยู่ โดยขณะนี้มีห้องไอซียูรวม 142 ห้อง การใช้เตียงไอซียูสำหรับผู้ใหญ่ 86.7% และเด็ก 50% แต่บางโรงพยาบาลก็แน่นในบางวัน และโรงพยาบาลนครพิงค์กำลังสร้างเพิ่มอีก 24 ห้อง และยังมีหอผู้ป่วยสามัญรองรับได้อยู่ จึงมั่นใจว่าพร้อมดูแลประชาชนทุกคน อยากเตือนประชาชนชาวเหนือว่าไม่ควรสูบบุหรี่เพราะฝุ่น PM2.5 สูงอยู่แล้ว และสามารถซึมเข้าสู่ร่างกาย และข้อมูลการพบมะเร็งปอดในภาคเหนือสูงมาก เชียงใหม่ 33 รายต่อ 1 แสนประชากร ลำพูน 41 รายต่อ 1 แสนประชากร ลำปาง 44 รายต่อ 1 แสนประชากร

นายพิชัย กล่าวว่า ในปีนี้ อบจ.จัดหาหน้ากากอนามัยมาแจกจ่ายประชาชนเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านชิ้น จากปีที่ผ่านมา 1.6 ล้านชิ้น มีโรงพยาบาลส่วนตำบลในการดูแลประชาชนเต็มที่ในทุกอำเภอ

นายดุสิต กล่าวว่า วันที่ 9 เมษายนนี้จะดำเนินการบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทั้งเมือง เพื่อทำความสะอาดหลังเทศบาลนครเชียงใหม่คืนพื้นที่ให้ประชาชนได้เล่นน้ำสงกรานต์ รวมทั้งพ่นน้ำลดฝุ่นละอองโดยจะใช้น้ำสะอาดเพื่อป้องกันฝอยน้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อปอดของประชาชนตามคำแนะนำของแพทย์ด้วย