ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 94 พสกนิกรจากทั่วประเทศต่างแต่งกายชุดดำสุภาพ มาต่อแถวรอกราบถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชไม่ขาดสาย ทั่วทั้งประเทศ อาทิ จ.สงขลา เพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่ต่างมาเป็นครอบครัวและพาเด็กๆนักเรียนมากราบสักการะด้วย ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวโดยสำนักพระราชวังได้เปิดประตูวิเศษไชยศรีให้ประชาชนเข้าตั้งแต่เวลา 04.45 น. จากเปิดปกติเวลา 08.00 น.
นางธนัทมน ทองกร อายุ 37 ปี คุณครูนาฏศิลป์จากโรงเรียนออเงิน ย่านสายไหม กรุงเทพฯ ซึ่งพาลูกชายวัย 6 ขวบ ด.ช.ธนภัทร ทองกร มากราบสักการะพระบรมศพด้วยอยากให้ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ กล่าวว่า สามีเป็นทหารที่มาแจกอาหารให้กับประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพ จึงได้พาลูกชายมากราบสักการะพระบรมศพรอ โดยมาวันนี้เป็นครั้งแรกเพราะตั้งใจว่าตนอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงแรกก็อยากให้คนต่างจังหวัดได้มาก่อน ทั้งมีลูกเล็กที่อาจดูแลยากจะรบกวนคนอื่น แต่เมื่อได้มากราบแล้ว ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก ลูกชายที่งอแงเพราะอากาศร้อน ก็สงบนิ่งเมื่อขึ้นไปกราบพระบรมศพ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ผ่านมาก็พยายามสอนลูกเรื่องความพอเพียง และความเพียรดังคำสอนของในหลวงร.9 เช่นให้อดทนกับเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการเรียน หรือหากอยากได้อะไร ก็ให้เก็บสะสมเงินด้วยตัวเอง ไม่ฟุ่มเฟือย
“ส่วนตัวเป็นครูนาฏศิลป์ ในทุกๆปีช่วงวันที่ 5 ธันวาคม ต้องคิดการแสดงในโรงเรียน แต่ปีนี้ไม่มีการแสดงนั้นๆแล้ว ก็รู้สึกเสียใจ จึงได้แต่สอนเด็กๆเรื่องเพลงพระราชนิพนธ์ สอนเพลงในหลวงร.9 บ้าง เพราะเพลงเหล่านี้ถือเป็นคำสอนและตัวอย่างของพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่มีต่อคนไทย เพื่อร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงอุปถัมภ์ดนตรีและนาฏศิลป์ไทยให้ยังคงอยู่ ไม่เลือนหายไป หากไม่มีพระองค์แล้วเด็กๆยุคใหม่อาจจะไม่รู้จักดนตรีไทยเลยก็ได้ และจะใช้จุดๆนี้สานต่อพระราชปณิธานการอนุรักษ์ดนตรี นาฏศิลป์ไทยต่อไป” นางธนัทมน กล่าว

ด้าน นางสาวอารี ศรีนิรัตน์ อายุ 60 ปี แม่ครัวของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.อยุธยา กล่าวว่า มากราบสักการะพระบรมศพกับเพื่อนบ้าน 2 คน อาศัยวันหยุดงาน เพราะอยากมากราบลาพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมาก็ได้ติดตามข่าวสารต่างๆ ทั้งขั้นตอน การแต่งกาย อยู่เสมอ ภูมิใจที่ได้มาทำหน้าที่ลูกครั้งนี้แล้ว ใน 100 กว่าวันที่ผ่านมา ก็ได้ไปลงนามถวายความอาลัย รวมถึงจุดเทียนแสดงความอาลัยตามหน่วยงานต่างๆอยู่เสมอ ส่วนตัวประทับใจในความดี และการทรงงานหนักของในหลวงร.9 มาก พระองค์ทรงช่วยเหลือชาวนา ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ซึ่งชาวอยุธยาเป็นหนึ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก จึงได้ยึดเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียง การใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้เท่าที่มีไม่ซื้อของใหม่โดยไม่จำเป็น รวมถึงช่วยเหลือเด็กๆด้อยโอกาสที่ยากใจในโรงเรียนให้มีข้าวกิน ก็เป็นความสุขหนึ่งที่ได้ช่วยกัน

นางสาวจิราภรณ์ เรืองฤทธิ์ อายุ 53 ปี พร้อมด้วย นางสาววรรณา นารี อายุ 57 ปี และ ด.ช.พศิน ศรีสมุทร อายุ 8 ปี เดินทางจากบ้านพักในย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ ตอนตี 5 ครึ่งมาถึงท้องสนามหลวงเวลา 6 โมงครึ่ง เล่าว่า มากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ครั้งนี้ถือว่าเร็วกว่าที่ผ่านๆ มา จากครั้งแรก 12 ชม. 9 ชม. 6 ชม. และล่าสุด 3 ชม.เท่านั้น เป็นความภูมิใจที่ได้กราบพระองค์ท่าน เพราะใช่ว่าจะมีโอกาสมาบ่อยๆ ที่ผ่านมาไม่เคยรับเสด็จฯ อย่างใกล้ชิดมาก่อน ตอนสาวๆ มาสนามหลวงมีโอกาสแค่เห็นขบวนเสด็จไกลๆ แค่นี้ก็อิ่มใจแล้ว และถึงแม้ในหลวง ร.9 จะจากไป 100 กว่าวันแล้ว ก็ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ในใจเสมอ ตลอด 70 ปีที่พระองค์ท่านทำงานงานหนักเพื่อคนไทยทุกคน ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่คิดว่าท่านจากไปไหน โดยเฉพาะตัวเองอยู่ย่านพระประแดง ก็ได้เห็นโครงการตามแนวพระราชดำริ คลองลัดโพธิ์ ที่ช่วยเรื่องการผันน้ำและระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัมผัสได้ถึงการเป็นนักคิดนักพัฒนาของพระองค์ ถ้ามีโอกาสจะมาอีกเรื่อยๆ

นางชุดา แก้วก่า อายุ 78 ปี ชาวบ้านจากย่านดอนเมือง กทม. เดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมหลาน ๆ อีก 2 คน กล่าวว่า เดินทางมาสักการะพระบรมศพเป็นคร้งที่ 4 แล้ว ตั้งใจว่าอยากมาสักการะพระบรมศพให้ครบ 9 ครั้ง เพราะรู้สึกปลาบปลื้มใจ ประทับใจที่ในหลวงร.9 ทรงดูแลประชาชนมาตลอด ภาพที่พระองค์ประทับนั่งบนพื้นเพื่อทรงงานกับประชาชนเสมอ ยังคงติดตราตรึงใจ มีพระราชกรณียกิจหลายอย่างที่ตนจำได้ดีไม่ว่าจะเป็นโครงการฝนหลวง หรือโครงการแก้มลิง ซึ่งมีคุณูปการต่อประชาชนอย่างมาก รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ตนน้อมนำมาใช้และสอนลูกสอนหลานให้รู้จักใช้เงินอย่างแนะหยัดไม่ฟุ่มเฟือย
“ที่บ้านมีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงร.9 อยู่หลายร้อยใบทั้งจากปฏิทินและหนังสือต่าง ๆ เห็นเมื่อไหร่ก็จะตัดเก็บไว้ ส่วนตัวเคยมีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์หลายครั้ง ครั้งแรกเป็นสมัยที่ยังอยู่จ.สกลนคร อายุประมาณ 16-17 ปี ตอนนั้นพระองค์เสด็จฯเยี่ยมราษฎรพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จำได้ว่าตอนนั้นยังได้รับพระราชทานร่มจากพระหัตถ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รู้สึกประทับใจมาก ทั้งสองพระองค์ไม่ได้ทรงถือพระองค์เลย นับเป็นบุญของชีวิตมาก” นางชุดา กล่าวพร้อมเสียงสั่นเครือ


