บุกทลายบัญชีม้า มาในรูปแบบ ‘นิติบุคคล’ รวบ 12 ผู้ต้องหา ค่าเสียหายนับพันล้าน

10.04.24 | 16:01 น.

บุกทลายบัญชีม้า มาในรูปแบบ ‘นิติบุคคล’ รวบ 12 ผู้ต้องหา ค่าเสียหายนับพันล้าน


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 10 เมษายน ทึ่อาคารประชุมสัมนาและฝึกอบรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เมืองทองธานี) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ตอกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์รักษาการราชการแทน ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศินรอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.มนเทียร พันธ์อิ่ม รอง ผบช.ๆ ช่วยราชการ บช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึงผบก.สอท.1 พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2 และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว “ปฏิบัติการ CYBER STRIKE” กรณีบุกหลายบริษัทบัญชีม้า สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท

พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับข้อมูลว่าคนร้ายได้หันมาใช้บัญชีธนาคารในชื่อนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าว ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและเกิดความไว้ใจว่าไม่น่าจะเป็นบัญชีธนาคารของกลุ่มมิจฉาชีพ นอกจากนี้ รูปแบบบัญชีดังกล่าว สามารถโอนเงินได้ไม่จำกัดวงเงิน และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่โอน ทำให้คนร้ายสามารถโอนเงินไปยังบัญชีม้าแถวต่อไปได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถอายัดเงินในบัญชีคนร้ายได้ทัน และที่สำคัญ ในการโอนเงินแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องสแกนใบหน้า โดยคนร้ายเพียงแค่ใช้ชื่อและรหัสผู้ใช้งานก็สามารถโอนเงินได้ทุกที่ทั่วโลก จากการตรวจสอบ พบมีผู้เสียหายจำนวน ทั้งสิ้น 153 ราย (เคสไอดี) มีมูลค่าความเสียหายจำนวนทั้งสิ้น 897,253,861 บาท และมีผู้เสียหายที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีอีกเป็นจำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายแล้วนับพันล้านบาท

Advertisement

ต่อมา ได้มีการมอบหมายให้ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องได้จำนวน 19 ราย พร้อมกระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่ บจก.และ หจก. เป้าหมายจำนวน 43 จุดทั่วประเทศ อาทิพื้นที่ กทม. ปทุมธานี สมุทรปราการ อ่างทอง สุพรรณบุรีราชบุรี ชลบุรี ปราจีนบุรี พิษณุโลก ขอนแก่น เป็นต้น

โดยการปฏิบัติการดังกล่าว สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 12 ราย และจากการตรวจค้น พบว่าทุกจุดที่เข้าทำการตรวจค้น มีทั้งบ้านร้างไม่มีผู้อยู่อาศัย มีทั้งขนำหรือกระท่อมหลังเล็กๆ มีทั้งที่ดินรกร้างว่างเปล่าและมีทั้งบ้านผู้อื่นที่ไม่ทราบว่าใครนำที่อยู่ไปใช้จดทะเบียน เป็นต้น อีกทั้งจากการตรวจสอบกับผู้พักอาศัยใกล้เคียงก็ไม่รู้จัก บริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ตั้งอยู่แต่อย่างใด

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้จับกุมกรรมการบริษัท และ ห้างหุ้นส่วน ดังกล่าวจำนวน 12 ราย พร้อมส่งดำเนินการตามกฎหมายในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือเปิดหรือยินยอมให้บุคคอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยไม่ได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับผู้ยื่นจดทะเบียน บจก. และ หจก. อันเป็นเท็จ พร้อมเตรียมแจ้งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และขอให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกเลิกเพิกถอน บจก.และ หจก. รวมทั้งบัญชีธนาคารที่ใช้ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางไม่ชอบด้วยกฎหมาย