ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฯ ค้นหาเชื้อก่อโรคอุบัติใหม่

4.02.17 | 14:54 น.
กราฟิกมติชน

“แม้ทุกวันนี้ประเทศไทยจะมีวิธีในการตรวจหาเชื้อก่อโรคได้ แต่ตรวจพบเพียง 50% เท่านั้น นอกนั้นไม่สามารถระบุเชื้อ จึงจำเป็นต้องพัฒนาการตรวจด้วยเทคนิคใหม่ๆ ที่จำเพาะ และมีความชำนาญเป็นพิเศษ…” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ กล่าวเมื่อถูกถามถึงสถานการณ์การตรวจหาเชื้อก่อโรคในประเทศไทย ระหว่างเปิดตัวศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฯแห่งนี้ คือ ความร่วมมือในการทำงานทั้งของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทั้งการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเมื่อเกิดการระบาดของโรค หรือพื้นที่สงสัยว่ามีเชื้อก่อโรคอันตราย เพื่อให้ทราบว่าควรตรวจหาเชื้อชนิดใด ไม่ให้หลงทาง และจำเพาะเจาะจงในการตรวจหาเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยได้มีการพัฒนาเทคนิคอย่างต่อเนื่อง และเป็นการขยายต่อยอดจากศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมองที่ทำงานมาตลอด 15 ปี โดยศูนย์แห่งนี้มีความพิเศษ คือ ดำเนินการตรวจหาเชื้อแบบมีชั้นเชิง เพราะไม่ใช่แค่การวิเคราะห์หาสารพันธุกรรมของเชื้อโรค แต่ยังสามารถวิเคราะห์ได้ครอบคลุมกลุ่มเชื้อทั้งครอบครัว ทำให้โอกาสหลุดรอดน้อยมาก

ศ.นพ.ธีระวัฒน์อธิบายว่า แต่เดิมการตรวจหาเชื้อก่อโรคจะตรวจได้เฉพาะเชื้อที่มีชื่อ หรือเชื้อที่นักวิทยาศาสตร์รู้จัก แต่จริงๆ แล้ว ยังมีเชื้อก่อโรคที่ไม่มีชื่อ แต่อยู่ในกลุ่มครอบครัวเดียวกันอีก ซึ่งหลายครั้งทำให้พลาดโอกาสในการตรวจพบโรค เนื่องจากข้อจำกัดในการตรวจวิเคราะห์ แต่ปัจจุบันการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อก่อโรค จำเป็นต้องทราบในรายละเอียดมากขึ้น เพื่อให้การตรวจเชื้อไม่หลุดรอดออกไป เพราะหากหาเชื้อก่อโรคไม่ได้ อาจทำให้มีผลต่อการเฝ้าระวังและอาจเกิดระบาดใหญ่ขึ้น

“ด้วยเหตุนี้การตรวจวิเคราะห์หาเชื้อก่อโรค จึงจำเป็นต้องทำงานอย่างมีชั้นเชิง โดยต้องลงพื้นที่และตรวจวิเคราะห์ว่าเชื้อที่เกิดขึ้นเป็นกลุ่มไหน ยกตัวอย่าง หากผู้ป่วยมีอาการไข้บวกกับภาวะสมอง ก็ต้องหาเชื้อก่อโรคทางสมอง หรือหากมาด้วยอาการปอด ก็ต้องมาแยกว่ามาจากเชื้ออะไร เพราะปัญหาปอดอาจมาจากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส เพื่อตรวจหารหัสพันธุกรรมของเชื้อให้จำเพาะยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง มีผู้ป่วยมีอาการไข้เลือดออก การตรวจหาเชื้อก่อโรค หากตรวจเฉพาะเชื้อเด็งกี่คงไม่ได้อีกต่อไป เพราะไข้เลือดออกยังมาจากเชื้ออีโบลาได้ด้วย” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

จากความสำเร็จของเทคนิคดังกล่าว เห็นได้จากผลงานความสามารถตรวจเชื้อไวรัสอีโบลา ได้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย และวินิจฉัยคนไข้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สรายแรกในปี 2559 และประสานกับสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เพื่อป้องกันการระบาดได้ทันท่วงที

Advertisement

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ยังบอกว่า การตรวจหาเชื้อก่อโรค นอกจากป้องกันการระบาดของโรคอย่างทันท่วงทีแล้ว ยังสามารถชี้ภัยของประเทศในเรื่องของการบิดเบนทางโภชนาการและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ควบคุม ทำให้คนซึ่งดูเหมือนปกติ เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย แขนขาอัมพาต จากการขาดวิตามินบี 1 จำนวนกว่าร้อยคน ซึ่งรวมถึงลูกเรือประมง จากการสืบค้นหาสาเหตุชี้ชัดได้ว่าไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโดยตรง ทั้งนี้ การติดเชื้อเล็กน้อยที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการปะทุของการขาดวิตามินอย่างรุนแรง ผลการสืบล้วนทำให้ประเทศไม่ถูกกล่าวหาว่าทำการทารุณกรรมผู้ใช้แรงงาน ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งมีจำหน่ายเกลื่อนกลาด ทำให้มีประชาชนช็อก เสียชีวิต เป็นร้อยรายในเพียงจังหวัดเดียวที่สำรวจ เพียงจากการติดเชื้อเล็กน้อย สภาวะเช่นนี้ตอกย้ำความสำคัญของการรักษาสุขภาวะของร่างกาย เพื่อเป็นเกราะต้านทานโรคติดเชื้อโดยไม่ได้ดูแต่ตัวเชื้อโรคเท่านั้น

นอกจากนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฯยังพัฒนาด้านนวัตกรรม ได้พัฒนายาทำหมันสุนัขเพศผู้ ใช้เวลา 2 นาที ไม่ต้องกักขัง และทำหมันถาวร ภายใน 2 สัปดาห์ และประสบความสำเร็จมากกว่า 3,000 ตัว และยังศึกษาการใช้ยาต้านไวรัส RNA และการสร้างไวรัสปรับแต่งพันธุกรรมโดยทดลองในสัตว์ เช่น หนู สุนัข ฯลฯ ปรากฏว่ารอดชีวิตจากเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าได้ อีกทั้งสามารถระบุกลไกการเคลื่อนตัวของไวรัสในสมองจากการศึกษาด้วยภาพรังสีวินิจฉัยจากคอมพิวเตอร์สมองชนิดพิเศษ โดยร่วมกับทีมจากโรงพยาบาลรามาธิบดี และยังพบกลไกการเกิดโรคสมองอักเสบจากเชื้อเริม และศึกษาการใช้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างเดียว โดยไม่ต้องใช้สารสกัดน้ำเหลือง ในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในหนูแฮมสเตอร์ได้

“จากผลงานที่ทำมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฯได้รับทุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (DTRA) จำนวน 100 ล้านบาท อีกทั้งจากองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) จำนวน 42 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อทำให้ศูนย์สามารถทำงานเพื่อประชาชน โดยประสานงานกับทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัย รักษา ป้องกันและควบคุมโรคสำหรับคนไทย ขณะเดียวกัน ยังร่วมกับ สธ. เพื่อให้ความรู้และพัฒนาการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อก่อโรคเทคนิคใหม่ๆ กับห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการตรวจพบเชื้อมากขึ้น คาดว่าภายใน 4 ปี จะทำให้ห้องปฏิบัติการอื่นๆ สามารถตรวจหาเชื้อก่อโรคได้มากกว่า 50%” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

และนี่คือ อีกผลงานของนักวิจัยไทย!

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา