ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบชีวิตแสนรันทดของนายวิเชียร มะทอง อายุ 46 ปี ชายยากไร้วัยกลางคนซึ่งป่วยเป็นวัณโรคร่างกายไม่แข็งแรง แต่ต้องออกมาประกอบอาชีพเก็บของเก่า ขวดพลาสติก เศษกระดาษ จากถังขยะริมถนน เพื่อหาเงินประทังชีพเลี้ยงดูบุตรชายและบุตรสาวอายุยังน้อย ในบ้านโกโรโกสไม่มีทั้งน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ อาศัยอยู่บริเวณที่ว่างเปล่าริมคลองชลประทาน ของกรมชลประทาน ฝั่งตรงข้ามหลังหมู่บ้านคีรีรัถยา ซอย 2 ถนนสายป่าไม้-บ้านขลู่ หมู่ 9 ต.ธงชัย อ.เมือง จ.เพชรบุรี สภาพบ้านของนายวิเชียรซึ่งอยู่ห่างจากถนนคันคลองประมาณ 10 เมตรเป็นลานดินกว้างประมาณ 50 ตรว. ด้านหลังเป็นทุ่งนา ตัวบ้านปลูกเป็นเพิงพักขนาดเล็กกว้างประมาณ 2.5 X 3 เมตรใช้เศษไม้ตอกยกพื้นเล็กน้อย หลังคามุงสังกะสี ไม่มีผนัง มีเพียงสังกะสีผุ ๆ หลายแผ่นพิงไว้กันแดดกันลมเพียงด้านเดียว ห่างออกไปด้านข้างประมาณ 5 เมตรพบห้องที่ตีปิดผนังด้วยสังกะสีเก่าทำเป็นห้องน้ำเล็ก ๆ ขนาดเท่าตัวคน 1 ห้อง บริเวณโดยรอบบ้านมีเศษขวดพลาสติก ของเก่า วางกองเป็นแห่ง ๆ กลางลานดินหน้าบ้านมีก้อนหิน 3 ก้อนวางเป็นมุมเพื่อใช้เป็นเตาก่อหุงประกอบอาหาร ที่พักแห่งนี้ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

นายวิเชียรเล่าว่า มารดาตนเป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี บิดาเป็นคนกรุงเทพฯ ตนเกิดที่กรุงเทพฯ ต่อมามารดาย้ายกลับมาอยู่ที่ จ.เพชรบุรี จึงมีโอกาสเรียนหนังสือจนจบ ป.6 ที่โรงเรียนวัดบุญทวี ต.ธงชัย อ.เมือง เมื่อมารดามีสามีใหม่ ตนจึงย้ายติดตามมารดาไปอยู่กับพ่อเลี้ยงที่ จ.ภูเก็ต เกือบ 20 ปี เคยมีครอบครัวและประกอบอาชีพรับเหมางานทาสี มีลูกน้องเกือบ 20 คน แต่ภรรยาได้เลิกราไป ทิ้งบุตรชายไว้ให้ตนเลี้ยงดู 1 คน ต่อมาตนมีภรรยาใหม่ มีบุตรกับภรรยาใหม่ 2 คน เป็นชาย 1 คนชื่อน้องมิว อายุ 6 ขวบ และบุตรสาว 1 คนชื่อน้องไอซ์ อายุ 5 ขวบ เมื่อตนมีอาการป่วย จึงเลิกอาชีพรับเหมา หันมาทำอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่อาการป่วยได้หนักขึ้นและกลายเป็นโรควัณโรค จึงย้ายจาก จ.ภูเก็ต ขึ้นมาอยู่ที่ จ.เพชรบุรีได้ 3-4 ปีแล้ว
เมื่อมาอยู่ที่ จ.เพชรบุรี ปรากฏว่าติดต่อและจดจำญาติพี่น้องฝ่ายมารดาไม่ได้ จึงร่อนเร่มาพบที่ดินแห่งนี้ซึ่งเป็นเพิงพักคนงานเก่า จึงนำภรรยาใหม่ บุตรที่เป็นลูกติดของภรรยาเก่า 1 คน และบุตรที่เกิดจากภรรยาใหม่ 2 คนมาอยู่ด้วย ประกอบด้วยตน แต่ด้วยอาการป่วยวัณโรคสุขภาพไม่แข็งแรง จึงได้แต่ประกอบอาชีพเก็บขวดและเศษกระดาษที่ถูกทิ้งในถังขยะและขอจากบ้านเรือนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี เอาไปขายหาเลี้ยงชีวิตไปวันๆ มีรายได้ประมาณ 80 – 180 บาทต่อวัน กระทั่งต่อมาเมื่อ 3 เดือนที่แล้วภรรยาได้เสียชีวิตด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก บุตรของภรรยาเก่าซึ่งกำลังเรียนอยู่ ป.6 ซึ่งพอจะหวังพึ่งพาอาศัยช่วยเลี้ยงน้องได้ ก็ติดเกมส์และหนีออกจากบ้าน ทุกวันนี้ตนจึงต้องก้มหน้าเลี้ยงน้องมิวและน้องไอซ์ เพียงลำพัง
“อาการป่วยของผมทำให้ออกกำลังไม่ได้ เหนื่อยง่าย หากวันไหนฝืนก็มีอาการไออกมาเป็นเลือด หมอบอกว่าเหลือปอดใช้งานได้เพียงข้างเดียว ต้องกินยาตลอด ห้ามทำงานหนัก จึงได้แต่ก้มหน้าเก็บขวดเก็บกระดาษขายเพื่อหาเงินประทังชีพไปวัน ๆ วันไหนพอหาขวดหากระดาษได้ ก็ซื้อข้าวปลามาก่อไฟหุงหาทำกินกันที่หินสามเส้ากลางลานบ้าน แต่วันไหนหาไม่ได้หรือฝนตกก็อดกัน หลังคาบ้านก็รั่ว โชคยังดีที่มีผู้ใจบุญเจือจุนมอบอาหารและน้ำให้ประทังชีวิตบ้าง”

นายวิเชียรเล่าต่อไปว่า ตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่มีเงินทำศพ ต้องมอบศพให้ทางมูลนิธิฯนำไปเก็บรักษาไว้ โชคดีที่ยังมีลูกน้อย 2 คนคอยเป็นกำลังใจ เราอยู่กันตามอัตภาพ น้ำกินน้ำอาบก็จะใช้น้ำขุ่น ๆ จากคลองชลประทานหน้าบ้าน หากน้ำในคลองน้อย น้ำนิ่งเหม็น ก็ต้องไปขอน้ำจากชาวบ้านฝั่งตรงข้ามใส่ขวดมาดื่มกิน และเดินไปอาบน้ำในห้องน้ำของสนามกีฬาจังหวัด(ดอนคาน)ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณเกือบ 1 กม. กลางคืนก็จะจุดเทียนส่องสว่างเพื่อให้บุตรทั้งสองได้อ่านหนังสือ ตนจะทำหน้าที่สอนหนังสือบุตรทั้งสองทุกวัน บุตรทั้งสองเรียนอยู่ที่ ร.ร.ปริยัติรังสรรค์ อ.เมือง จ.เพชรบุรี โดยได้รับความอนุเคราะห์จากท่านนายสุพล อนามัย ผอ.โรงเรียนฯ ไม่คิดค่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่ารถรับส่งนักเรียน บุตรสาวตนสอบได้ที่ 1 ของชั้น รู้สึกภูมิใจมาก ตนพอจะมีความรู้ด้านทาสีบ้านอยู่บ้าง ยินดีหากจะมีใครว่าจ้างให้ไปทำงานนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ทราบข่าวครอบครัวนี้ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้แสดงความจำนงหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าวแล้วจำนวนหนึ่ง และเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายสุรพล นาคนคร นายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี และกลุ่มสื่อมวลชน ได้นำเครื่องอุปโภค-บริโภค พร้อมด้วย โต๊ะเขียนหนังสือ ไฟโคม ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำดื่ม ฯลฯ ไปมอบให้ครอบครัวนายวิเชียรแล้วเบื้องต้น ส่วนระบบไฟจากพลังงานจากแสงอาทิตย์จะมีพระภิกษุจากวัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ไปติดตั้งให้ในวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์นี้

