หน้าแรก ในประเทศ เผย 6 เคล็ดลั...

เผย 6 เคล็ดลับ ดูแลรถยนต์ ช่วงอากาศร้อนจัด-สิ่งของต้องห้าม เอาไว้ในรถ เสี่ยงระเบิด

19.04.24 | 13:13 น.

เผย 6 เทคนิค ดูแลรถยนต์ ช่วงอากาศร้อนจัด-สิ่งของต้องห้าม เอาไว้ในรถ เสี่ยงระเบิด

สภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเวลานี้ หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องจอดรถ ตากแดด เพราะด้วยข้อจำกัดของพื้นที่จอดรถในร่มอาจไม่เพียงพอ  ซึ่งจากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฎทำให้หลายกังวัลว่ารถจะได้รับความเสียหาย หากต้องจอดตากแดด วันนี้ มติชนออนไลน์ มีเทคนิคข้อและข้อแนะนำมาฝาก

สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก  ได้นำเคล็ดลับ เทคนิิคมาบอกต่อ เมื่อจอดรถ ช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศร้อนสูง สามารถป้องกันปัญหาได้ดังนี้

• จอดรถในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงการจอดรถกลางแจ้ง เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ไม่ให้สึกหรอ ป้องกันการเสื่อมสภาพของของเหลวต่างๆ ในระบบเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ประเภทยาง เช่น ยางรถยนต์ ขอบยางกระจก ที่ปัดน้ำฝน ไม่ให้เสื่อมสภาพไว

Advertisement

• เมื่อขึ้นรถที่ร้อนจัด ให้ลดกระจกลงและเปิดพัดลมแอร์ระบายความร้อนประมาณ 2 นาที ก่อนจะปรับมาเปิดโหมดทำความเย็น จะช่วยให้อุณหภูมิในรถเย็นเร็วขึ้น อย่าเร่งแอร์สู้ความร้อน จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักเกินไป ที่สำคัญ ควรตรวจเช็กระบบปรับอากาศเป็นประจำ

• ติดฟิล์มกรองแสงได้มาตรฐาน ช่วยลดความร้อนและช่วยป้องกันรังสี UV ที่เข้ามาภายในรถยนต์ อีกทั้งช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศอีกด้วย
การดูแลยางรถยนต์

• ควรเติมลมยางให้เหมาะสม ระวังอย่าปล่อยให้ลมยางน้อยเกินไป เพราะจะทำให้ส่วนประกอบภายในของยางได้รับความเสียหาย และเกิดความร้อนเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการระเบิดได้ง่าย

• ตรวจสอบสภาพยาง สังเกตรอยแตก รอยนูน หากพบให้หยุดใช้และเปลี่ยนยางใหม่ทันที หากขับขี่โดยใช้ยางที่เสียหายในวันที่อากาศร้อนจัด เสี่ยงยางระเบิดได้
เช็กระบบระบายความร้อน

• ตรวจระดับน้ำในถังพักน้ำทุกครั้งก่อนสตาร์ต ควรให้ระดับอยู่ระหว่างไม่เกิน MAX และไม่ต่ำกว่า MIN

• เป่ารังผึ้งหม้อน้ำ เพื่อทำความสะอาดขจัดฝุ่นผงที่อุดตัน ทำให้ระบบระบายความร้อนของรถกลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพ

• ตรวจเช็กพัดลมไฟฟ้า ควรหมุนอยู่ที่รอบปกติ หากหมุนด้วยรอบที่ช้าลงให้รีบตรวจสอบแก้ไข

สิ่งของต้องห้ามไม่ควรเก็บไว้ในรถ ขณะที่แดดร้อนจัด อาจเกิดความเสียหายและเสี่ยงต่อการระเบิด เช่น โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่สำรอง ไฟแช็ค กระป๋องสเปรย์ แก๊สกระป๋อง เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก